Sea Sand Song

Panu Tangchalermkul’s blog

Archive for the ‘business’ Category

A passionate employee

with 6 comments

From what I have been seeing in my life, I have learned one thing. If you want to hire someone but you are not quite sure whether he/she will fit for the job or not. Look into that person’s eyes and find “love and passion” for that kind of job. If you found one, discard everything else in the resume and hire he/she right away.

I have seen a plumber who went to my bathroom just to fix a leaking toilet, but then he, without me asking, fixed my sink’s draining problem, adjusted the toilet’s water level (because he saw I put a bottle in the toilet), cleaned the toilet, sink and floor around them. I was stunned when I found out. He looks really happy when doing that. (While he’s cleaning, he even suggested me using cleaning paper he used because it’s damn good — he’s not trying to sell me, though)

I have seen an IT faculty in my university who was leading a little tour of the university’s network systems. While he was explaining the systems eagerly, he expressed passion about networking that I’m sure everyone can sense that. And it look like he can’t wait to show me and other tour’s members everything. Too bad the time is limited, otherwise we would know every single bit of the systems (Except the root’s password, of course)

I don’t see this happened a lot in my country. Some people may say they love their job but, however, they would do nothing beyond their duty. And if it’s actually their duty, they would do only necessary.

All I can say is that “love” is powerful not only in a relationship sense, but in a professional sense too. Never underestimate it.

Now, how the hell I can build that into someone I want, if there’s no one of this kind I can hire.

Written by panuta

May 23rd, 2008 at 1:14 pm

Posted in business

The world is flat … and it moves faster

without comments

จากข่าวการเจรจาซื้อกิจการระหว่าง Blockbuster กับ Circuit City (ข่าวใน Ars) ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการล่มสลายของธุรกิจแบบเก่าที่มีมานาน โดยผู้เล่นเดิมๆเริ่มจะรู้ตัว และปรับเปลี่ยนทิศทางขนานใหญ่ ส่วนผู้เล่นใหม่ๆ ก็อาศัยช่องว่างบุกตีแบบไม่ไว้หน้าใคร

Blockbuster ที่ทำธุรกิจการเช่าแผ่นภาพยนต์มานาน โดนกดดันทั้งจาก Netflix ที่ทำธุรกิจเช่าแผ่นภาพยนต์เหมือนกัน (แต่ใช้วิธีส่งทางจดหมาย) และเหล่า On-demand video service เช่น Apple Movie Rental, Amazon Unbox และอื่นๆอีกมาก (รวมถึง bittorrent ด้วย)

Circuit City ที่ทำธุรกิจร้านขายอุปกรณ์สำนักงานและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดนกดดันทั้งจากคู่แข่งลักษณะเดียวกัน เช่น Best Buy, Staple และจาก online retailer เช่น Amazon, NewEgg, CDW, Buy.com etc. ที่บางรายก็เจาะตลาด Consumer บางรายก็เจาะตลาด Business

เรียกได้ว่าตอนนี้ “game changed” นั่นคือแนวคิดการทำธุรกิจแบบเดิมเริ่มไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป เพราะอินเตอร์เนตทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ใครที่รู้ตัวช้า ปรับตัวไม่ทัน ก็ต้องล้มหายตายจากไป

เรามองจากภายนอกอาจจะคิดว่า ทำไม CEO พวกนั้นถึงรู้ตัวช้านัก เกมมันค่อยๆเปลี่ยนมาหลายปีแล้ว และอินเตอร์เนตก็ไม่ได้เรื่องใหม่อะไรเลย ดื้อรั้นทำธุรกิจแบบเดิมๆ จะได้อะไรขึ้นมา

ในความคิดของผมคือ คนเรามักจะมองว่าของบางอย่างที่มันยังใช้งานได้ ก็ไม่อยากจะไปแตะต้องมัน ถ้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันเข้า แล้วเกิดเสียหายขึ้นมา มันจะเป็นเรื่องใหญ่ … เป็นเรื่องปกติของคนที่มักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง … ซึ่งจะว่าไปมันก็ถูกนะ การไปเปลี่ยนแปลงระบบที่ซับซ้อน โดยที่ไม่มีความเข้าใจถึงรายละเอียดและผลกระทบของมัน ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง … แต่การอยู่เฉยๆ ก็ไม่ต่างอะไรเช่นกัน

นอกจากโลกเดี๋ยวนี้จะแบนแล้ว ผมว่าเวลาของโลกมันยังหมุนเร็วขึ้นอีกด้วย การมีผู้เล่นเข้ามามากๆ ทำให้แผนธุรกิจที่จากเดิมที่อาจจะวางไว้เป็นรายปี เริ่มจะต้องเปลี่ยนเป็นรายเดือน หรือรายอาทิตย์ เพราะทุกอย่างมันเคลื่อนที่ตลอดเวลา เปลี่ยนตลอดเวลา ผู้เล่นตัวใหญ่อุ้ยอ้าย ทำอะไรชักช้า ก็จะสู้ผู้เล่นรูปร่างสันทัดไม่ได้

ผมไม่คิดว่าทุกอย่างจะถูกย้ายมาอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เนตทั้งหมดหรอก (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในช่วงนี้ หรืออีกสิบปีข้างหน้า) แต่ทุกอย่างต้องถูกวางแผนโดยเอาอินเตอร์เนตเข้ามาพิจารณาด้วย เช่นสมมุติอยากเปิดร้านขายของชำ นอกจากนับคู่แข่งจากร้านในละแวกเดียวกันแล้ว ยังต้องนับคู่แข่งที่อยู่บนอินเตอร์เนตด้วย และนอกจากช่องทางการตลาดแบบเดิมๆ จะเอาอินเตอร์เนตมาช่วยอย่างไร ฯลฯ (ใครจะว่าบนอินเตอร์เนตไม่มีร้านขายของชำ)

พูดถึงอุตสาหกรรมเช่าแผ่นภาพยนต์แล้ว เมื่อคนทั่วไปมีอินเตอร์เนตใช้มากขึ้น และอินเตอร์เนตก็เร็วขึ้น ก็ยิ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของระบบ On-demand ที่จะทำให้รูปแบบการทำธุรกิจของ Netflix เริ่มจะตกยุค (ซึ่ง Netflix ก็รู้ตัว และให้บริการแบบ On-demand เหมือนกัน) จะเห็นว่า Netflix ที่เพิ่งจะเข้าสู่ยุคทองได้ไม่นาน ก็เริ่มจะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่พ้นชะตากรรมจากโลกธุรกิจที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน

โลกใหม่อาจจะดูโหดร้ายสำหรับผู้เล่นหน้าเก่า … แต่กับผู้เล่นหน้าใหม่แล้ว ลองดูภายในตาของคนเหล่านั้น จะเห็นว่ามันเป็นประกายเลยทีเดียวล่ะ

ปล. ข่าวเรื่อง Blockbuster กับ Circuit ตอนนี้ยังสับสนและไม่แน่นอน มีข่าวออกมาอยู่เรื่อยๆถึงรูปแบบของการซื้อกิจการ และแต่คนก็ยังสงสัยว่ารวมแล้วจะทำอะไร

ข่าวแหล่งอื่นๆ – CNN, Reuter

Written by panuta

April 14th, 2008 at 2:17 pm

Posted in business, personal

The Founder’s Dilemma

with 2 comments

เมื่อวันก่อนต้องทำรายงานสรุปบทความจากนิตยสารธุรกิจอะไรก็ได้ ก็เลยนึกถึงเรื่องหนึ่งที่อ่านจาก Harvard Business Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ คือเรื่อง The Founder’s Dilemma ซึ่งผมว่าน่าสนใจทีเดียว เนื้อหาของบทความนี้จะเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ Start-up ในสหรัฐฯ

ให้สรุปเลยก็คือ ผู้ก่อตั้งบริษัท start-up ในสหรัฐฯ ต้องตัดสินใจระหว่างจะเป็น King ในบริษัท หรือจะเป็น Rich จากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งเหล่านี้ส่วนมากแล้วจะมาทางสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์งานออกมาเป็นสินค้าหรือบริการ แต่ไม่ชำนาญในด้านการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจมากนัก การขาดซึ่งความชำนาญในด้านนี้ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ในช่วงแรกของการก่อตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเน้นการเข็นสินค้าหรือบริการออกมาสู่ท้องตลาด แต่เมื่อมีสินค้าหรือบริการออกมาแล้ว การบริหารจัดการในบริษัทจะซับซ้อนขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งเรื่องของ การเงิน การบัญชี การตลาด ส่งเสริมการขาย บริการหลังการขาย ฯลฯ

จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ถึงกับว่าจะจัดการไม่ได้ และทำให้บริษัทต้องล้มไป แต่คนที่ทำให้ผู้ก่อตั้งต้องตัดสินใจระหว่าง King กับ Rich ก็คือ Investor ที่มาลงทุนในบริษัทนั้นๆ

start-up ในสหรัฐฯ จะพึ่งนักลงทุน หรือ Investor เป็นอย่างมาก นักลงทุนในที่นี้อาจจะเป็นบริษัทพวก Venture Capital หรืออาจจะเป็น Angel Investor ก็ได้ โดยผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะแล้วแต่ตกลงกัน เช่นส่วนแบ่งจากกำไร ที่นั่งในบอร์ดบริหาร ฯลฯ โดยไม่จำกัดอยู่ที่การจ่ายเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ย

Investor เหล่านี้ส่วนมากแล้วไม่ได้ลงเงินอย่างเดียว แต่จะลงแรงบางส่วนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อบริษัทประสบความสำเร็จ เงินก็ตามมา และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ Investor อยากจะเปลี่ยนตัวผู้บริหาร จากผู้ก่อตั้งไปเป็นนักบริหารที่แท้จริง เพื่อให้บริษัทสามารถดำเงินงานภายใต้แนวคิด wealth-maximization

ในบทความเค้าได้สำรวจมาว่า เมื่อผู้ก่อตั้งยอมลงจากเก้าอี้ และเอานักบริหารมาแทน บริษัทจะเติบโตเร็วขึ้น และทำเงินให้กับผู้ก่อตั้งได้มากกว่าที่ผู้ก่อตั้งจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง นั่นก็คือการตัดสินใจว่าจะเป็น King โดยนั่งเก้าอี้ผู้บริหารต่อ หรือจะเป็น Rich โดยยอมลงจากเก้าอี้นั่นเอง

มองอย่างนี้แล้ว อาจจะดูว่ามันไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ยากอะไร ใครๆก็อยากเป็นคนรวย แต่จากการสำรวจแล้ว ผู้ก่อตั้งหลายคนกลับไม่ยินดีที่จะลงจากเก้าอี้มากนัก นั่นก็เพราะการยึดติดกับบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ และดูแลมาเหมือนลูกในไส้ การจะยกให้คนอื่นไปนั้น ดูจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะใช้ทุกวิถีทางในการดันผู้ก่อตั้งเหล่านี้ลงจากตำแหน่งให้ได้ เช่น การไม่ลงทุนต่อถ้าไม่ได้ที่นั่งในบอร์ดบริหาร ซึ่งการได้ที่นั่งในบอร์ดบริหารเกินครึ่ง นั่นก็หมายความว่าการตัดสินใจถูกเปลี่ยนไปอยู่ในมือของนักลงทุนเรียบร้อยแล้ว ผู้ก่อตั้งที่ต่อต้านเรื่องนี้ ก็จะต้องเลือกที่จะไม่รับเงินจากนักลงทุน หรืออาจจะรับในปริมาณที่น้อยกว่ามาก เพื่อแลกกับการคงอำนาจในบอร์ดบริหาร

น้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะมีสักคนสามารถผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์โดยที่ตัวเองยังดำรงตำแหน่งอยู่ งานเลี้ยงฉลองการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรืองานเลี้ยงฉลองการเปิดการขายหุ้น ดูจะเป็นงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งของผู้ก่อตั้งเหล่านั้น มีประโยคเด็ดๆ ที่ผมจะยกมาจากในบทความ เป็นคำพูดที่นักลงทุนต้องการพูดกับผู้ก่อตั้งในงานเลี้ยงฉลอง

“Congrats, you’re success! Sorry, you’re fired.”

Written by panuta

March 19th, 2008 at 11:30 am

Posted in business

Social Enterpreneurship

with 2 comments

เมื่อวานได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาในหัวข้อ “Social Entrepreneurship” ที่ School of Business จัดขึ้น โดยคนพูดคือ Thomas M. Owens ซึ่งเป็นพนักงาน IBM เก่าตั้งแต่สมัยปี 1960 ก่อนออกมาตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ XL/Datacomp และปัจจุบันก็เกษียญออกมาตั้งมูลนิธิ Owens Foundation ซึ่งเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีบ้านพักอาศัย หรือพวก homeless

โครงการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อในการพูดคือ Cara Program ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือ homeless ให้มีชีวิตใหม่ โดยการอบรมทักษะต่างๆ ปรับความคิด ช่วยหางาน จัดหาที่พักอาศัย การประกันสุขภาพ ฯลฯ พูดง่ายๆคือ ไม่ใช่แค่หางานให้ หรือหาบ้านให้แล้วก็จบเรื่อง สิ่งที่ Cara Program ทำคือ “เปลี่ยนชีวิต”

ตัวโครงการจะเน้นเรื่องการ Motivate และการปรับ Attitude ให้คนเหล่านั้นมีความสุขกับชีวิต รู้จักตนเองและเชื่อมั่นในตนเอง มีจิตสำนึก ไม่จมปลักกับอดีต รวมไปถึงสอนทักษะการทำงานต่างๆให้ด้วย เช่นการใช้งานคอมพิวเตอร์ … นั่นคือ life skills + job skills

Cara Program ยังช่วยเรื่องการหางานให้ด้วย โดยงานที่หาให้นั้นไม่ใช่งานชั้นต่ำเลย ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นงานที่จ่ายเงิน แต่ต้องเป็นงานที่ให้คุณค่า มีความมั่นคง ไม่กดขี่ทารุณ ฯลฯ คนที่จบหลักสูตรมาจาก Cara Program หลายร้อยคนได้ทำงานใน ธนาคาร มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล บริษัทธุรกิจทั่วไป และอื่นๆอีกมาก

นั่นคือจุดที่น่าสนใจมากๆของการบรรยาย การช่วยเหลือสังคมมันไม่ได้หยุดอยู่ที่การให้ปัจจัยต่างๆ เงิน บ้าน หรือการงาน แต่มันต้องช่วยเหลือเข้าไปถึงรากของคนๆนั้น และประคับประคองไปส่งให้ถึงฝั่ง

จากโครงการ Cara Program ได้ทำให้เกิดบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็น Social Enterprise ขึ้นมาชื่อว่า Cleanslate ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการทำความสะอาดถนนสาธารณะหรือภายในอาคารต่างๆ ตัวบริษัทเกิดขึ้นมาจากความต้องการช่วยเหลือสังคมล้วนๆ แต่ก็ยังเป็นบริษัทที่ก่อเกิดรายได้มาเลี้ยงตัวเอง คนที่เข้าโครงการ Cara Program ก็จะได้มาฝึกงานที่บริษัทนี้ และถ้าสนใจก็จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เป็นบริษัทที่เป็นส่วนประกอบหลักของ Cara Program เลยทีเดียว

การฝึกงานที่บริษัทนี้จะช่วยส่งเสริมเรื่องสำนึกในสังคมให้กับผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย นอกเหนือไปจากทักษะทั่วๆไป

สรุปในหัวข้อการบรรยายคือ การตั้งบริษัทขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือสังคมล้วนๆ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง บริษัทก็ก่อเกิดรายได้ขึ้นมาเลี้ยงตัวเอง และช่วยเหลือสังคมไปพร้อมๆกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นมูลนิธิที่รอแต่เงินสมทบจากคนอื่นๆเท่านั้น

Written by panuta

January 23rd, 2008 at 11:16 am

MacBook Air

with 7 comments

Macbook Air

เมื่อความตื่นตะลึงจางหายไป ความจริงหลายอย่างก็เข้ามาแทนที่

MacBook Air นี่ถ้าซื้อไว้ใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หลักเครื่องเดียวแล้วล่ะก็ ไม่เหมาะอย่างมากๆ … ทั้งไม่มี Ethernet Port และ Optical Drive รวมถึง USB slot ก็มีแค่ช่องเดียว Battery ถอดออกก็ไม่ได้ Harddisk ค่อนข้างช้า และความจุก็ไม่เยอะ ฯลฯ

แต่ถ้าลองมองการใช้งานอีกแบบดู นั่นคือมันเป็น notebook ที่ไว้สำหรับการเคลื่อนที่โดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หลักที่ไว้ใช้ทำงาน แต่เป็นเครื่องที่ไว้ทำงานตรงโซฟาในบ้าน หิ้วออกไปใช้งานที่ร้านกาแฟ ทำรายงานที่ห้องสมุด เปิดเล่นบนเครื่องบิน หรือหิ้วติดไปเที่ยวเวลาไปต่างจังหวัด … ก็ดูจะเหมาะพอสมควร ด้วยความที่มันเบา … นั่นแหละ ก็แค่มันเบา และมันเป็น Apple notebook รุ่นเดียวที่เบาจริงๆ (MacBook 13.3 นิ้วนี่น้ำหนัก 2 กิโลกว่าเลยนะ) … ถ้าใครอยากได้ notebook ของ Apple ที่เบาแล้วล่ะก็ MacBook Air ก็คือตัวเลือกที่ไม่มีคู่แข่ง

แต่ว่า … ถ้าคนนั้นไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็น Apple หรือ PC notebook นั่นก็จะทำให้ MacBook Air มีคู่แข่งอีกเยอะแยะที่สมน้ำสมเนื้อ ถึงแม้ PC notebook เหล่านั้นมันจะไม่ได้บางล้ำสมัยอย่าง MacBook Air แต่ราคารวมถึงคุณสมบัติอื่นๆ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ notebook นอกจาก MacBook Air น่าซื้อเหมือนกัน … ความบางไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด

ตอนนี้ Apple มี notebook ที่น่าจะเรียกได้ว่าครบตั้งแต่ very portable อย่าง MacBook Air จนถึง very powerful อย่าง MacBook Pro ซึ่งหลังจากที่ Steve Job อุดช่องของ very portable เรียบร้อยแล้ว ก็คงต้องดูต่อไปว่า Steve Job จะขยายสายผลิตภัณฑ์ไปทางด้าน tablet อย่างที่หลายคนเคยคาดหวังจาก MacWorld 2008 รึเปล่า … แต่โดยส่วนตัว ผมว่ายังไง tablet นี่ยังไงก็มาแน่นอน ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นเอง

ปีหน้ามาลุ้นกันอีกรอบกับ MacWorld 2009 … ส่วน WWDC 2008 นี่เดาว่าคงไม่มีอะไรมาก (ซึ่งจริงๆมันเป็นงานของ Developer นี่นะ นอกจาก iPhone SDK ที่ควรจะออกเดือนหน้าแล้วก็คิดอะไรไม่ออกเลย)

Written by panuta

January 16th, 2008 at 6:49 pm

Posted in business