Sea Sand Song

Panu Tangchalermkul’s blog

Sea Sand Song header image 1

ต้นทุนที่มองไม่ค่อยเห็น

August 13th, 2008 · 11 Comments

โปรแกรมเมอร์กะหลั่วๆ เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท
โปรแกรมเมอร์เก่งๆ เงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท

แทนที่จะจ้างคนเก่งๆคนนึง เอาเงินนั้นไปจ้างคนกะหลั่วๆได้ตั้ง 3 คน … คุ้มเห็นๆใช่ไหม? … ไม่เสมอไป

ต้องเสียเวลาฝึกงานสอนงานไหม?
ต้องเสียเวลามานั่งตอบคำถามโง่ๆไหม?
ต้องเสียเวลามาอธิบายซ้ำอีกรอบไหม?
ต้องเสียเวลามานั่งตรวจงานอย่างละเอียดไหม?
ต้องเสียเวลามาแก้งานไหม?
ต้องเสียเวลาหงุดหงิดและปวดหัวไหม?

รายการข้างบนนี่มักจะไปตกอยู่ที่ senior programmer, designer หรือ architect เป็นต้น เวลาที่เสียไปของคนเหล่านี้ในการทำหน้าที่อย่างข้างบนต้องถือเป็นต้นทุนด้วยเช่นกัน แล้วคนเหล่านี้ก็เงินเดือนไม่ใช่น้อยๆ เป็นต้นทุนที่หลายคนจะมองไม่ค่อยเห็น แต่แพงทีเดียว

ไปจ้างคนกะหลั่วๆ ให้มารบกวนเวลาทำงานของคนเก่งๆ ส่วนต่างเงินเดือนแค่นั้นอาจไม่คุ้มเลยสักนิดเดียว

Category: personal

11 responses so far ↓

  • 1 plynoi // Aug 13, 2008 at 10:56 am

    จากที่ทำงานมานะครับ
    ส่วนมากเค้าจะจ้างโปรแกรมเมอร์เก่งๆ (3หมื่น) แล้วทำงานแทนโปรแกรมเมอร์เก่งๆสัก 3 คน แต่ชาร์จลูกค้าเต็มๆ 3 คน

    ประหยัดโคตรๆ อ่ะ

  • 2 kohsija // Aug 13, 2008 at 11:21 am

    อันนี้เห็นด้วยครับว่าเจอพวกโคตรเซียนเหนือเมฆ มีกี่คนก็ไม่เท่าครับ
    พี่แกทำคนเดียวได้หมด แถมทำดีด้วย เจอแล้วแทบเป็นลม
    จ้างคนเดียว คุ้มกว่าทั้งทีมก็มี ฮ่าๆๆ

  • 3 Wee // Aug 13, 2008 at 8:19 pm

    ต้นทุนอีกอันที่สำคัญมาก คือ เวลา ทำยังไงถึงจะทำให้งานเสร็จเร็วและมีคุณภาพในเวลาที่กำหนด บางครั้งจ้างคนเงินเดือนสูงๆแต่คล่องและทำงานเร็วจะดีกว่าก็ได้

    การจ้างคนมากขึ้น ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น ขนาดของทีมที่มีประสิทธิภาพจะอยู่ในช่วง 6-10 คน ถ้ามากไปกว่านั้น ก็จะมี overhead ในการสื่อสาร และจัดระเบียบสูง อย่างที่หนังสือ mythical man month บอกว่ายิ่งเพิ่มคนในโปรเจ็คที่เลทยิ่งทำให้งานเลทมากขึ้น

    ดังนั้นทีมที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเลือกได้ ควรเน้นทีมเล็กๆที่มีคนเก่งๆ จะดีกว่า

  • 4 jackz // Aug 14, 2008 at 12:04 am

    ดังตัวอย่างหลายๆ โปรเจ็คขนาดใหญ่ของฝรั่ง ที่ทำด้วยคนเพียงคนเดียว

  • 5 plynoi // Aug 14, 2008 at 9:46 am

    จริงๆ อันบนผมประชดหน่อยๆ นะ
    เคยเจองานต้องใช้ “คนเก่ง” 2-3 คนขึ้นไป แต่ก็เอา “คนเก่ง” มาคนเดียวแทน 2-3 คน แล้วชาร์จลูกค้าเท่า 3 คน
    บริํษัทกำไร “คนเก่ง” คนนั้นตายครับตาย

  • 6 wiennat // Aug 14, 2008 at 8:15 pm

    @plynoi อ่านแล้วก็เข้าใจแบบนั้น ฮ่าๆๆๆ ว่าแต่นี่คือบ.ปัจจุบัน?

  • 7 panuta // Aug 14, 2008 at 9:02 pm

    @plynoi ที่ผมเคยเห็นที่เมืองไทยนี่จะเป็นพวก outsource นะ ได้เงินเดือนจากบริษัทต้น 20,000 บาท แต่กลับไปชาร์จคนจ้าง 40,000 - 50,000 บาท อะไรแบบนี้ :twisted:

    จริงๆผมก็อยากลองพิสูจน์ดูเหมือนกันนะว่าถ้าสร้างระบบแบบผสมขึ้นมา นั่งคือมีทั้งคนเก่งและคนไม่เก่ง มีการจัดการระบบการทำงานเป็นอย่างดี มีการจัดการความรู้ และระบบที่จะพัฒนาถูกวางแผนมาอย่างละเอียด … การประกอบด้วยคนไม่เก่งหลายๆคน และคนเก่งๆไม่กี่คน อาจจะดีก็ได้

  • 8 :-p // Aug 14, 2008 at 9:15 pm

    ตกลง key ของเรื่องนี้มันอยู่ที่ knowledge management ชิมะ…ไม่ใช่จ้างคนเก่งหรือไม่เก่งจะคุ้มกว่ากัน :roll:

  • 9 panuta // Aug 14, 2008 at 9:43 pm

    :-p ไม่ใช่ … key ของเรื่องนี้คือ อย่าคิดว่าส่วนต่างเงินเดือนเท่านั้นคือกำไรที่ได้เพียวๆ แต่ต้องมาดูด้วยว่าการไปจ้างคนที่ทำงานไม่เป็นมานี่ จะมีผลกระทบกับส่วนอื่นอย่างไรบ้าง และผลกระทบที่มักจะมองไม่ค่อยเห็นกันก็คือเวลาของคนเก่งๆที่จะต้องมาเสียไปกับการมาดูแลคนเหล่านี้

    เรื่อง KM นี่ก็เป็นเพียงทางแก้ทางหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แก้ให้ปัญหามันหมดไปได้ แล้วการทำ KM นี่ก็มีต้นทุนนะ ไม่ทำ KM แล้วไปจ้างคนเก่งๆ ทำงานเป็นกลุ่มย่อย ก็อาจจะคุ้มกว่าเยอะ

  • 10 :-p // Aug 15, 2008 at 11:16 am

    ตอนแรกว่าจะไม่ discuss ประเด็นนี้ละ กัวโดนเคือง แต่ตอบมาเข้าทาง เลยขออนุญาตเสนอความคิดเห็นของตัวเองบนบล็อกชาวบ้านเค้าหน่อย (ช่างกล้าหนอตรู :mrgreen:)

    นั่นมองในมุมมองของบริษัทชิมะ มองเฉพาะ Intangible Cost ด้วย…แต่เราคิดว่า น่าจะมองในมุมมองของสังคมโดยรวม แล้วก็มองประกอบกับ Intangible Benefits บ้างนะ

    ในมุมมองทางด้านสังคม หมายถึง คนเก่ง ก่อนที่จะเก่งได้ก็(มัก)จะต้องกะหลั่วมาก่อน แล้วอาศัยประสบการณ์ในการทำงานผิดๆ ถูกๆ + การถ่ายทอดประสบการณ์จากคนเก่งรุ่นพี่ เหมือนดั่งที่มีคนพูดไว้ว่า “คนเราอาจเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น” (ใครพูดงะ -_-?)

    ดังนั้นการที่บ. เรายอมรับคนเก่งกะคนกะหลั่วมาคลุกเคล้ากัน มันก็เหมือนช่วยสร้างคนเก่งเพิ่มให้สังคมโดยรวมได้ส่วนนึง…เพราะโลกนี้คงมีคนจำนวนไม่มากนัก ที่เก่งได้(อย่างรวดเร็ว) โดยอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเอง…อาจจะยกเว้นเจ้าของบล็อกอ่ะนะ 55 ชมเค้าหน่อย โทษฐานที่โผล่มากระด้างกระเดื่อง :roll:

    ส่วนทางด้าน Intangible Benefits ก็เช่น การที่องค์กรยอมลงทุนไปกับการสร้างคน องค์กรนั้นก็อาจจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้น แถมเผลอๆ อาจจะได้ลูกน้องแสนดี ที่สำนึกรักองค์กร และสุดท้ายเก่งจัดๆ ที่อยู่กับเราไปจนตายก็ได้…

    อ้อ! อีกอย่าง ถ้าทุกบ. แคร์เรื่องต้นทุนที่มองไม่ค่อยเห็นมากๆ เหมือนกันหมด พอคนเก่งๆ แก่ตายหมด แล้วทีนี้จะทำล่ะ :shock:

    ดังนั้น เราเห็นด้วยกะที่คุณพูดเรื่อง KM มากกว่านะ เพราะระบบ KM ดีๆ ก็น่าจะช่วยลด load ให้คนเก่งไปได้เยอะ แถมได้ทำ knowledge transfer ให้คนอื่นๆ เก่งตามไปอีกด้วย :wink:

  • 11 panuta // Aug 16, 2008 at 11:27 am

    :-p ขอบคุณนะครับที่เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม ถามว่าเห็นด้วยไหม ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ

    อย่างแรกเลย ผมไม่ได้อ้างว่าผมเก่ง หรือผมอยู่ในกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็มีทั้งเรียนรู้เอง มีคนสอนสั่ง และสังเกตุจากคนอื่น ถึงตอนนี้ก็ยังทำอะไรโง่ๆอยู่บ้าง และยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

    ต่อมา … พนักงานที่เรียนรู้เองไม่เป็น คอยแต่จะมีคนสอน คอยแต่จะมีคนสั่ง ถึงเป็นลูกน้องที่จงรักภักดี แต่ถ้าคุณค่าที่พนักงานคนนี้มอบให้กับบริษัท ไม่คุ้มกับสิ่งที่บริษัทเสียไปให้เนี่ย ก็สมควรให้ออกจากบริษัทไป (หรือไม่รับเข้ามาตั้งแต่ต้นก็เป็นดี) … บริษัทไม่ใช่กองทหารที่วัดคุณค่าของคนจากความจงรักภักดี เงินเดือนที่จ่ายให้เนี่ย จ่ายให้จากคุณค่าของคนๆนั้นต่อกำไรของบริษัท ไม่ได้จ่ายให้กับความซื่อสัตย์ หรือความจงรักภักดี … อีกอย่าง คนแบบนี้ไม่มีทางเก่งขึ้นไปสุดๆได้หรอก ไม่มีคนผลักไม่มีคนดัน เค้าก็หยุดอยู่แค่นั้น ผลักมากไปหกล้มหัวแตกซะอีก

    KM ช่วยเก็บความรู้ไว้ในองค์กร แต่ถ้าไม่มีคนเข้าไปใช้ KM ก็เหมือนขยะกระดาษกองนึงเท่านั้นเอง … บางคนเนี่ย แม้แต่ Google ยังใช้ไม่เป็นเลย นับประสาอะไรกับ KM

    บริษัทอาจจะรับคนที่มีแววเข้ามาทำงาน ถึงจะยังไม่เก่ง แต่เรียนรู้ได้ ซึ่งก็ต้องมาดูว่าทักษะอะไรที่บริษัทต้องการ และจะสร้างคนที่มีทักษะแบบนั้นได้อย่างไรโดยที่ไม่กระทบกับคนอื่นมากนัก การที่อยู่ดีๆก็โยนคนๆนึงลงไปในทีมที่ทำงานอยู่นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยแม้แต่น้อย อย่างที่พี่วี (Wee) พูดถึง การเพิ่มคนๆนึงลงไปในทีมไม่ได้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของทีมขึ้นไปอีกคนนึงเสมอไป

    ถ้าบริษัทไหนเงินเหลือเยอะๆ อยากใช้ไปกับการสร้างทีมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผลิตงานไม่ได้มาตรฐาน ใช้เวลาเกินกำหนด ลูกค้าหัวเสีย ฯลฯ ก็ลองดูได้

Leave a Comment

คำเตือน! กรุณาอย่าใส่เครื่องหมาย < (น้อยกว่า) หรือ > (มากกว่า) ยกเว้นเป็น link