ต้นทุนที่มองไม่ค่อยเห็น
โปรแกรมเมอร์กะหลั่วๆ เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท
โปรแกรมเมอร์เก่งๆ เงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท
แทนที่จะจ้างคนเก่งๆคนนึง เอาเงินนั้นไปจ้างคนกะหลั่วๆได้ตั้ง 3 คน … คุ้มเห็นๆใช่ไหม? … ไม่เสมอไป
ต้องเสียเวลาฝึกงานสอนงานไหม?
ต้องเสียเวลามานั่งตอบคำถามโง่ๆไหม?
ต้องเสียเวลามาอธิบายซ้ำอีกรอบไหม?
ต้องเสียเวลามานั่งตรวจงานอย่างละเอียดไหม?
ต้องเสียเวลามาแก้งานไหม?
ต้องเสียเวลาหงุดหงิดและปวดหัวไหม?
รายการข้างบนนี่มักจะไปตกอยู่ที่ senior programmer, designer หรือ architect เป็นต้น เวลาที่เสียไปของคนเหล่านี้ในการทำหน้าที่อย่างข้างบนต้องถือเป็นต้นทุนด้วยเช่นกัน แล้วคนเหล่านี้ก็เงินเดือนไม่ใช่น้อยๆ เป็นต้นทุนที่หลายคนจะมองไม่ค่อยเห็น แต่แพงทีเดียว
ไปจ้างคนกะหลั่วๆ ให้มารบกวนเวลาทำงานของคนเก่งๆ ส่วนต่างเงินเดือนแค่นั้นอาจไม่คุ้มเลยสักนิดเดียว
จากที่ทำงานมานะครับ
ส่วนมากเค้าจะจ้างโปรแกรมเมอร์เก่งๆ (3หมื่น) แล้วทำงานแทนโปรแกรมเมอร์เก่งๆสัก 3 คน แต่ชาร์จลูกค้าเต็มๆ 3 คน
ประหยัดโคตรๆ อ่ะ
plynoi
13 Aug 08 at 10:56 am
อันนี้เห็นด้วยครับว่าเจอพวกโคตรเซียนเหนือเมฆ มีกี่คนก็ไม่เท่าครับ
พี่แกทำคนเดียวได้หมด แถมทำดีด้วย เจอแล้วแทบเป็นลม
จ้างคนเดียว คุ้มกว่าทั้งทีมก็มี ฮ่าๆๆ
kohsija
13 Aug 08 at 11:21 am
ต้นทุนอีกอันที่สำคัญมาก คือ เวลา ทำยังไงถึงจะทำให้งานเสร็จเร็วและมีคุณภาพในเวลาที่กำหนด บางครั้งจ้างคนเงินเดือนสูงๆแต่คล่องและทำงานเร็วจะดีกว่าก็ได้
การจ้างคนมากขึ้น ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น ขนาดของทีมที่มีประสิทธิภาพจะอยู่ในช่วง 6-10 คน ถ้ามากไปกว่านั้น ก็จะมี overhead ในการสื่อสาร และจัดระเบียบสูง อย่างที่หนังสือ mythical man month บอกว่ายิ่งเพิ่มคนในโปรเจ็คที่เลทยิ่งทำให้งานเลทมากขึ้น
ดังนั้นทีมที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเลือกได้ ควรเน้นทีมเล็กๆที่มีคนเก่งๆ จะดีกว่า
Wee
13 Aug 08 at 8:19 pm
ดังตัวอย่างหลายๆ โปรเจ็คขนาดใหญ่ของฝรั่ง ที่ทำด้วยคนเพียงคนเดียว
jackz
14 Aug 08 at 12:04 am
จริงๆ อันบนผมประชดหน่อยๆ นะ
เคยเจองานต้องใช้ “คนเก่ง” 2-3 คนขึ้นไป แต่ก็เอา “คนเก่ง” มาคนเดียวแทน 2-3 คน แล้วชาร์จลูกค้าเท่า 3 คน
บริํษัทกำไร “คนเก่ง” คนนั้นตายครับตาย
plynoi
14 Aug 08 at 9:46 am
@plynoi อ่านแล้วก็เข้าใจแบบนั้น ฮ่าๆๆๆ ว่าแต่นี่คือบ.ปัจจุบัน?
wiennat
14 Aug 08 at 8:15 pm
@plynoi ที่ผมเคยเห็นที่เมืองไทยนี่จะเป็นพวก outsource นะ ได้เงินเดือนจากบริษัทต้น 20,000 บาท แต่กลับไปชาร์จคนจ้าง 40,000 – 50,000 บาท อะไรแบบนี้
…
จริงๆผมก็อยากลองพิสูจน์ดูเหมือนกันนะว่าถ้าสร้างระบบแบบผสมขึ้นมา นั่งคือมีทั้งคนเก่งและคนไม่เก่ง มีการจัดการระบบการทำงานเป็นอย่างดี มีการจัดการความรู้ และระบบที่จะพัฒนาถูกวางแผนมาอย่างละเอียด … การประกอบด้วยคนไม่เก่งหลายๆคน และคนเก่งๆไม่กี่คน อาจจะดีก็ได้
panuta
14 Aug 08 at 9:02 pm
ตกลง key ของเรื่องนี้มันอยู่ที่ knowledge management ชิมะ…ไม่ใช่จ้างคนเก่งหรือไม่เก่งจะคุ้มกว่ากัน
:-p
14 Aug 08 at 9:15 pm
:-p ไม่ใช่ … key ของเรื่องนี้คือ อย่าคิดว่าส่วนต่างเงินเดือนเท่านั้นคือกำไรที่ได้เพียวๆ แต่ต้องมาดูด้วยว่าการไปจ้างคนที่ทำงานไม่เป็นมานี่ จะมีผลกระทบกับส่วนอื่นอย่างไรบ้าง และผลกระทบที่มักจะมองไม่ค่อยเห็นกันก็คือเวลาของคนเก่งๆที่จะต้องมาเสียไปกับการมาดูแลคนเหล่านี้
เรื่อง KM นี่ก็เป็นเพียงทางแก้ทางหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แก้ให้ปัญหามันหมดไปได้ แล้วการทำ KM นี่ก็มีต้นทุนนะ ไม่ทำ KM แล้วไปจ้างคนเก่งๆ ทำงานเป็นกลุ่มย่อย ก็อาจจะคุ้มกว่าเยอะ
panuta
14 Aug 08 at 9:43 pm
ตอนแรกว่าจะไม่ discuss ประเด็นนี้ละ กัวโดนเคือง แต่ตอบมาเข้าทาง เลยขออนุญาตเสนอความคิดเห็นของตัวเองบนบล็อกชาวบ้านเค้าหน่อย (ช่างกล้าหนอตรู
)
นั่นมองในมุมมองของบริษัทชิมะ มองเฉพาะ Intangible Cost ด้วย…แต่เราคิดว่า น่าจะมองในมุมมองของสังคมโดยรวม แล้วก็มองประกอบกับ Intangible Benefits บ้างนะ
ในมุมมองทางด้านสังคม หมายถึง คนเก่ง ก่อนที่จะเก่งได้ก็(มัก)จะต้องกะหลั่วมาก่อน แล้วอาศัยประสบการณ์ในการทำงานผิดๆ ถูกๆ + การถ่ายทอดประสบการณ์จากคนเก่งรุ่นพี่ เหมือนดั่งที่มีคนพูดไว้ว่า “คนเราอาจเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น” (ใครพูดงะ -_-?)
ดังนั้นการที่บ. เรายอมรับคนเก่งกะคนกะหลั่วมาคลุกเคล้ากัน มันก็เหมือนช่วยสร้างคนเก่งเพิ่มให้สังคมโดยรวมได้ส่วนนึง…เพราะโลกนี้คงมีคนจำนวนไม่มากนัก ที่เก่งได้(อย่างรวดเร็ว) โดยอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเอง…อาจจะยกเว้นเจ้าของบล็อกอ่ะนะ 55 ชมเค้าหน่อย โทษฐานที่โผล่มากระด้างกระเดื่อง
ส่วนทางด้าน Intangible Benefits ก็เช่น การที่องค์กรยอมลงทุนไปกับการสร้างคน องค์กรนั้นก็อาจจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้น แถมเผลอๆ อาจจะได้ลูกน้องแสนดี ที่สำนึกรักองค์กร และสุดท้ายเก่งจัดๆ ที่อยู่กับเราไปจนตายก็ได้…
อ้อ! อีกอย่าง ถ้าทุกบ. แคร์เรื่องต้นทุนที่มองไม่ค่อยเห็นมากๆ เหมือนกันหมด พอคนเก่งๆ แก่ตายหมด แล้วทีนี้จะทำล่ะ
ดังนั้น เราเห็นด้วยกะที่คุณพูดเรื่อง KM มากกว่านะ เพราะระบบ KM ดีๆ ก็น่าจะช่วยลด load ให้คนเก่งไปได้เยอะ แถมได้ทำ knowledge transfer ให้คนอื่นๆ เก่งตามไปอีกด้วย
:-p
15 Aug 08 at 11:16 am
:-p ขอบคุณนะครับที่เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม ถามว่าเห็นด้วยไหม ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ
อย่างแรกเลย ผมไม่ได้อ้างว่าผมเก่ง หรือผมอยู่ในกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็มีทั้งเรียนรู้เอง มีคนสอนสั่ง และสังเกตุจากคนอื่น ถึงตอนนี้ก็ยังทำอะไรโง่ๆอยู่บ้าง และยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ
ต่อมา … พนักงานที่เรียนรู้เองไม่เป็น คอยแต่จะมีคนสอน คอยแต่จะมีคนสั่ง ถึงเป็นลูกน้องที่จงรักภักดี แต่ถ้าคุณค่าที่พนักงานคนนี้มอบให้กับบริษัท ไม่คุ้มกับสิ่งที่บริษัทเสียไปให้เนี่ย ก็สมควรให้ออกจากบริษัทไป (หรือไม่รับเข้ามาตั้งแต่ต้นก็เป็นดี) … บริษัทไม่ใช่กองทหารที่วัดคุณค่าของคนจากความจงรักภักดี เงินเดือนที่จ่ายให้เนี่ย จ่ายให้จากคุณค่าของคนๆนั้นต่อกำไรของบริษัท ไม่ได้จ่ายให้กับความซื่อสัตย์ หรือความจงรักภักดี … อีกอย่าง คนแบบนี้ไม่มีทางเก่งขึ้นไปสุดๆได้หรอก ไม่มีคนผลักไม่มีคนดัน เค้าก็หยุดอยู่แค่นั้น ผลักมากไปหกล้มหัวแตกซะอีก
KM ช่วยเก็บความรู้ไว้ในองค์กร แต่ถ้าไม่มีคนเข้าไปใช้ KM ก็เหมือนขยะกระดาษกองนึงเท่านั้นเอง … บางคนเนี่ย แม้แต่ Google ยังใช้ไม่เป็นเลย นับประสาอะไรกับ KM
บริษัทอาจจะรับคนที่มีแววเข้ามาทำงาน ถึงจะยังไม่เก่ง แต่เรียนรู้ได้ ซึ่งก็ต้องมาดูว่าทักษะอะไรที่บริษัทต้องการ และจะสร้างคนที่มีทักษะแบบนั้นได้อย่างไรโดยที่ไม่กระทบกับคนอื่นมากนัก การที่อยู่ดีๆก็โยนคนๆนึงลงไปในทีมที่ทำงานอยู่นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยแม้แต่น้อย อย่างที่พี่วี (Wee) พูดถึง การเพิ่มคนๆนึงลงไปในทีมไม่ได้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของทีมขึ้นไปอีกคนนึงเสมอไป
ถ้าบริษัทไหนเงินเหลือเยอะๆ อยากใช้ไปกับการสร้างทีมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผลิตงานไม่ได้มาตรฐาน ใช้เวลาเกินกำหนด ลูกค้าหัวเสีย ฯลฯ ก็ลองดูได้
panuta
16 Aug 08 at 11:27 am