เมื่อวานได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาในหัวข้อ “Social Entrepreneurship” ที่ School of Business จัดขึ้น โดยคนพูดคือ Thomas M. Owens ซึ่งเป็นพนักงาน IBM เก่าตั้งแต่สมัยปี 1960 ก่อนออกมาตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ XL/Datacomp และปัจจุบันก็เกษียญออกมาตั้งมูลนิธิ Owens Foundation ซึ่งเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีบ้านพักอาศัย หรือพวก homeless
โครงการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อในการพูดคือ Cara Program ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือ homeless ให้มีชีวิตใหม่ โดยการอบรมทักษะต่างๆ ปรับความคิด ช่วยหางาน จัดหาที่พักอาศัย การประกันสุขภาพ ฯลฯ พูดง่ายๆคือ ไม่ใช่แค่หางานให้ หรือหาบ้านให้แล้วก็จบเรื่อง สิ่งที่ Cara Program ทำคือ “เปลี่ยนชีวิต”
ตัวโครงการจะเน้นเรื่องการ Motivate และการปรับ Attitude ให้คนเหล่านั้นมีความสุขกับชีวิต รู้จักตนเองและเชื่อมั่นในตนเอง มีจิตสำนึก ไม่จมปลักกับอดีต รวมไปถึงสอนทักษะการทำงานต่างๆให้ด้วย เช่นการใช้งานคอมพิวเตอร์ … นั่นคือ life skills + job skills
Cara Program ยังช่วยเรื่องการหางานให้ด้วย โดยงานที่หาให้นั้นไม่ใช่งานชั้นต่ำเลย ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นงานที่จ่ายเงิน แต่ต้องเป็นงานที่ให้คุณค่า มีความมั่นคง ไม่กดขี่ทารุณ ฯลฯ คนที่จบหลักสูตรมาจาก Cara Program หลายร้อยคนได้ทำงานใน ธนาคาร มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล บริษัทธุรกิจทั่วไป และอื่นๆอีกมาก
นั่นคือจุดที่น่าสนใจมากๆของการบรรยาย การช่วยเหลือสังคมมันไม่ได้หยุดอยู่ที่การให้ปัจจัยต่างๆ เงิน บ้าน หรือการงาน แต่มันต้องช่วยเหลือเข้าไปถึงรากของคนๆนั้น และประคับประคองไปส่งให้ถึงฝั่ง
จากโครงการ Cara Program ได้ทำให้เกิดบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็น Social Enterprise ขึ้นมาชื่อว่า Cleanslate ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการทำความสะอาดถนนสาธารณะหรือภายในอาคารต่างๆ ตัวบริษัทเกิดขึ้นมาจากความต้องการช่วยเหลือสังคมล้วนๆ แต่ก็ยังเป็นบริษัทที่ก่อเกิดรายได้มาเลี้ยงตัวเอง คนที่เข้าโครงการ Cara Program ก็จะได้มาฝึกงานที่บริษัทนี้ และถ้าสนใจก็จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เป็นบริษัทที่เป็นส่วนประกอบหลักของ Cara Program เลยทีเดียว
การฝึกงานที่บริษัทนี้จะช่วยส่งเสริมเรื่องสำนึกในสังคมให้กับผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย นอกเหนือไปจากทักษะทั่วๆไป
สรุปในหัวข้อการบรรยายคือ การตั้งบริษัทขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือสังคมล้วนๆ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง บริษัทก็ก่อเกิดรายได้ขึ้นมาเลี้ยงตัวเอง และช่วยเหลือสังคมไปพร้อมๆกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นมูลนิธิที่รอแต่เงินสมทบจากคนอื่นๆเท่านั้น

2 responses so far ↓
1 :-p // Jan 23, 2008 at 9:11 pm
เท่าที่รู้ หลายมูลนิธิในเมืองไทยก็มีความพยายามในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน เช่น การให้การศึกษา พัฒนาจิตใจ และช่วยสร้างอาชีพอยู่เหมือนกันนะ เพียงแต่อาจยังไม่เป็นระบบเท่ากับในตัวอย่าง
หากการบริหารจัดการของมูลนิธิต่างๆ (ที่บางมูลนิธิขาดจริง แต่บางมูลนิธิได้รับจนล้น) เปลี่ยนจากระบบ pull คือแบมือรอรับความช่วยเหลือ เป็นระบบ push คือสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือส่งคนในมูลนิธิไปทำงาน (นิยามเอง ฮ่าๆ
) ก็น่าจะดียิ่งๆ ขึ้นไปนะ
ปล; เห็น blog entry ต่อไปแล้วไม่กล้าเล่นเลยทีเดียว กลัวว่า เกิดเล่นแล้วเค้าบอกโง่มากไม่ได้ PhD Certificate ทำไงเนี่ย
2 NNN // Jan 25, 2008 at 9:44 am
รู้สึกดีกับองค์กรที่พยายามช่วยเหลือตัวเองไปด้วยในด้านเงินทุน
มันมั่นคงกว่ารอรับบริจาคอ่ะนะ
Leave a Comment