Sea Sand Song

Panu Tangchalermkul’s blog

Sea Sand Song header image 1

When corporation optimize for maximizing shareholder value

January 7th, 2008 · 2 Comments

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดตามมาหลังจากที่บริษัททำ IPO (Initial Public Offering) ก็คือ เมื่อบริษัทถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของผู้ถือหุ้น แทนที่จะเป็นเจ้าของบริษัท เป้าหมายสูงสุดจะถูกเปลี่ยนเป็น “สร้างความมั่งคั่งสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น” (Maximize shareholder value) แทนการเน้นไปที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคโดยตรง

เพื่อให้ได้กำไรสูงสุดนั้น บริษัทจะต้องวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบต่อรายได้ เช่น ราคาสินค้า รวมไปถึงปัจจัยที่ส่งผลซึ่งกันและกัน เช่น ราคากับคุณภาพ นำเอาข้อมูลต่างๆเหล่านี้มาวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อหาจุดที่ให้กำไรสูงสุด เช่น หาราคาที่ไม่มากจนทำให้ผู้ซื้อจ่ายไม่ไหว และไม่น้อยจนเกินไปจนไม่คุ้มทุน หรือวิเคราะห์ว่า การเพิ่มความสามารถลงไปในผลิตภัณฑ์ เช่นทำให้เครื่องเล่น MP3 สามารถดูวิดีโอได้ จะส่งผลกระทบกับกำไรอย่างไร เพราะถ้าเพิ่มเข้าไป ก็หมายความว่ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจจะขายได้มากขึ้น แต่ถ้าไม่เพิ่ม ก็ขายได้เหมือนกัน เมื่อหักต้นทุนออกจากรายได้ทั้งหมด การไม่เพิ่มอาจจะให้กำไรที่มากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ถ้าใครที่เรียนทางสายคอมพิวเตอร์ คงคุ้นกับคำว่า “Optimize” นั่นคือการปรับค่าตัวแปรต่างๆ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อาจจะเร็วที่สุด เสถียรที่สุด หรือเก็บข้อมูลได้มากที่สุด ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับการกำหนดราคา เพิ่มลดความสามารถ ฯลฯ เพื่อให้บริษัทได้กำไรสูงสุดนั่นเอง

ตัวอย่างที่สอดคล้องกับความคิดนี้ก็เช่น ทำไมบริษัทมือถือถึงไม่ผลิตมือถือที่สุดยอดมากๆออกมาในทีเดียว แต่กลับค่อยๆออกมา ค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางเครื่องก็ขาดอะไรไปบางอย่าง ไม่สมบูรณ์แบบซักที ส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการที่บริษัทค่อยๆเพิ่มความสามารถนั้น บริษัทจะได้กำไรมากกว่า มันอาจจะไม่ใช่กำไรจากเครื่องรุ่นเดียว แต่เป็นกำไรทั้งหมดของบริษัท และกำไรในอนาคตด้วย! ลองนึกดูว่าถ้าบริษัทออกรุ่นสมบูรณ์แบบออกมา คนแห่กันไปซื้อ พอซื้อแล้วก็ใช้ไป 5 ปี กับอีกแบบคือบริษัทออกรุ่นขาดๆออกมา คนซื้อตามปกติ ซื้อแล้วใช้ปีครึ่งก็เปลี่ยนรุ่นใหม่ … ถึงราคาจะไม่เท่ากัน แต่คิดคร่าวๆแล้ว ออกหลายๆรุ่นให้คนซื้อเปลี่ยนเครื่องไปเรื่อยๆ น่าจะได้กำไรเยอะกว่าเห็นๆ

มองในบางมุม เราก็จะเหมือนโดนเอารัดเอาเปรียบ แต่มองอีกที เราก็เป็นคนที่ถือเงินไปซื้อเอง บริษัทนั้นๆเสนอสินค้าหรือบริการ เราพอใจก็ซื้อ ไม่พอใจก็ไม่ซื้อ มันก็ไม่เหมือนจะโดนเอารัดเอาเปรียบอะไร … แต่เอาเข้าจริงๆ บางบริษัทไม่ได้ทำแค่ปรับตัวสินค้าเพื่อสร้างกำไรสูงสุดเท่านั้น การบริการหลังการขายก็สามารถปรับเพื่อสร้างกำไรสูงสุดได้เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น สินค้าใช้งานไม่ได้ แต่โยนความผิดให้ลูกค้า เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าซ่อม หรือลดจำนวนพนักงานตอบรับ แล้วให้ลูกค้าต้องรอเป็นครึ่งชั่วโมง กว่าจะมีคนรับเรื่อง ฯลฯ … อย่างนี้สิ โดนเอาเปรียบแน่นอน

ในมุมของบริษัทแล้ว การเสียลูกค้าไปนิดๆหน่อยๆ แลกกับการประหยัดต้นทุนแล้ว คุ้ม!

ปัญหานี้จะว่าแก้ง่ายก็ง่าย จะยากก็ยาก หนึ่งคือเจ้าของบริษัทกลายเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจแต่ราคาหุ้นและเงินปันผล (ผู้ถือหุ้น) สองคือกลุ่มคนกลุ่มนั้นดันมีอำนาจปลดผู้บริหารออกได้ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มคนกลุ่มนั้นก็ไม่ได้โง่สุดๆ ถ้าบริษัทเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป และเริ่มส่อเค้าลางไม่ดี กลุ่มคนกลุ่มนั้นก็พร้อมจะตีจากได้ทุกเมื่อ ทำให้ผู้บริหารต้องควบคุมให้ดี เอารัดเอาเปรียบแต่พอดี ไม่ให้มันเกินเลยไป

ถ้าผู้บริหารเป็นคนที่ไม่ได้ชอบเอารัดเอาเปรียบ แต่คำนึงถึงผู้บริโภคจริงๆ อยากให้ผู้บริโภคได้สิ่งดีๆ ก็ยังจะต้องคอยควบคุมไม่ให้เกินเลยไปจนต้นทุนบานปลาย และยังต้องโน้มน้าวให้ผู้ถือหุ้นเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย ฯลฯ ตรงนี้แหละคือสิ่งที่อยากรู้ว่าจะทำได้อย่างไร

ยังไม่มีความรู้เรื่องการบริหารหุ้นมากนัก ในมุมของบริษัท ว่าจะแบ่งส่วนอย่างไร ให้ผู้บริหารถือหุ้นอย่างไร การเพิ่มและการซื้อคืนหุ้น … เอาเป็นว่า อย่า IPO มันเลยก็แล้วกัน ^_^ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จดีกว่าเยอะ

Category: business

2 responses so far ↓

  • 1 ToR // Jan 8, 2008 at 9:17 pm

    แต่เดี๋ยวนี้เค้านิยมการ cash out กันนะ :grin:

  • 2 kumint` // Jan 10, 2008 at 9:49 pm


    ..
    .

    บทความนี้ยากเกินไปสำหรับเรา
    แถมเยอะด้วย ..

    ขอผ่านนะ ๕๕

Leave a Comment

คำเตือน! กรุณาอย่าใส่เครื่องหมาย < (น้อยกว่า) หรือ > (มากกว่า) ยกเว้นเป็น link