Sea Sand Song

Panu Tangchalermkul’s blog

คนดีในศาสนา

with 14 comments

จาก blog ของ paepae และ house ที่คุยถึงเรื่องศาสนา … มีความเห็นนึงใน blog ของ paepae ที่คาใจอยู่พอสมควร

จริงหรือที่เราต้องได้รับการอบรมจากคนที่มีศาสนาก่อน ถึงจะเป็นคนดีได้?

เราคนไทยเกือบทุกคนได้เรียนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียน และสังคมมีความผูกพันกับพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก … แต่คนชาติอื่นๆที่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ล่ะ ไม่มีหลักสูตรทางศาสนา สังคมไม่ได้ผูกติดกับศาสนาอย่างเหนียวแน่น คนในสังคมนั้นจะเป็นอย่างไร?

ถึงจะพูดถึงแค่ในประเทศไทย การเป็นคนดีนั้น พูดให้ถูกคือ เป็นคนดีในพุทธศาสนามากกว่า นั่นคือถ้าไม่มีพุทธศาสนา เราก็อาจจะเป็นคนดีได้เหมือนกัน แต่เป็นคนดีในอะไรสักอย่าง (อาจจะเป็น Flying Spaghetti Monster) … ศาสนาดูเหมือนจะเป็นแนวทางมากำหนดว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในสังคมเสียมากกว่า (ซึ่งหลักนั้นผมก็ไม่เถียงว่ามันไม่ดี)

การที่เราเติบโตขึ้นมา ได้รู้ดีรู้ชั่วจากพุทธศาสนา แต่กลับมาประกาศว่าไม่นับถือพุทธศาสนานั้น ถือเป็นการยกตนเหนือคำสอนหรือเปล่า? ในความเห็นผมเลย ผมว่าไม่นะ ผมถือว่าเป็นการไม่ยึดติดมากกว่า (คุ้นๆเหมือนได้ยินคำสอนอันนี้ในพุทธศาสนา) คนนั้นอาจจะได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนตามหลักกาลามสูตรแล้วว่า พุทธศาสนาไม่ใช่หลักที่เหมาะกับตัวเองอย่างสมบูรณ์ และไม่อยากบอกว่าเป็นพุทธศาสนิกชน เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามหลักในหลายๆอย่าง …

ศาสนาบางครั้งก็เหมือนกฎหมาย ต่างกันที่บทลงโทษ … เราต้องตอบแทนกฎหมายที่มาบังคับเรารึเปล่า?

ในความคิดผม ศาสนามีพื้นฐานมาจากความอ่อนแอทางจิตใจของมนุษย์ มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้เรารู้สึกว่า เวลาเราทำอะไรสักอย่างลงไป เราจะถูกมองว่าเป็นคนดี สังคมนับถือเรา คนอื่นชื่นชมเรา และเราไม่ถูกละเลย (คิดดูว่าบางคนที่ทำความดีแล้วถูกละเลย เรายกความผิดให้อะไร?) … นั่นคือเบื้องหน้าที่ศาสนามีอิทธิพลต่อมนุษย์ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังจริงๆแล้ว ศาสนาอาจถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนาจในการควบคุมมวลชนก็เป็นไปได้ (คิดดูว่าผู้นำบางศาสนาทำอะไรลงไป เมื่อสมัยอดีต เวลาที่มีคนไม่นับถืออยู่ในสังคม และอาจสั่นคลอนรากฐานอำนาจ … ศาสนาที่มีเมืองเป็นของตัวเองน่ะ)

ถามว่าเรายังควรมีศาสนาอยู่หรือไม่? ผมตอบชัดๆเลยว่า เรา (มนุษย์) ขาดศาสนาไม่ได้ … เราเป็นสัตว์ที่อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ การมีศาสนาช่วยให้เราเกาะกลุ่มเป็นสังคม และมีแนวทางการปฏิบัติตัว เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข

ผมต่อต้านการทำบุญไหม … ไม่

ผมต่อต้านการสวดมนต์ไหม … ไม่

ผมต่อต้านการนั่งสมาธิไหม … ไม่

การทำบุญ ทำให้คนอื่นมีความสุข … การสวดมนต์ทำให้จิตใจสงบนิ่ง เช่นเดียวกับการนั่งสมาธิ และยังช่วยเรื่องความจำ และความสามารถในการการเรียนรู้ด้วย

Written by panuta

November 22nd, 2007 at 10:19 am

Posted in personal

Tagged with

14 Responses to 'คนดีในศาสนา'

Subscribe to comments with RSS or TrackBack to 'คนดีในศาสนา'.

  1. Secular มาอีกรายแล้วสิเนี่ย

    มีเห็นต่างเล็กน้อย ตรงศาสนาอาจจำเป็นต่อโลก แต่ความเชื่อต่อศาสนาไม่จำเป็น
    คนเราควรนับถือศาสนาบนฐานของการพิจารณา ไม่ใช่หลับหูหลับตา ตามๆกันไป

    house

    22 Nov 07 at 8:16 pm

  2. “… ในความคิดผม ศาสนามีพื้นฐานมาจากความอ่อนแอทางจิตใจของมนุษย์ มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น …”

    +1

    PaePae

    22 Nov 07 at 9:48 pm

  3. ถ้าคิดอย่างนี้เคยถามตัวเองไหมครับ ว่าคนเราเกิดมาทำไม จุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่คืออะไร

    deans4j

    26 Nov 07 at 12:44 am

  4. อืม เป็นคำถามที่ค่อนข้าง Classic เลยทีเดียว กับการหาความหมายของการมีชีวิต … ถามว่าผมเคยถามตัวเองไหม? เท่าที่นึกออกก็ไม่เคยถามตัวเองแบบชัดๆนะ จะมีก็คือ อนาคตจะทำอะไร … อย่างงั้นก็ขอตอบตรงนี้เลยก็แล้วกัน

    ผมมองคำถามว่า “คนเราเกิดมาทำไม?” ออกเป็น 2 แนวทางนะ หนึ่งคือ “คนสร้าง สร้างเรามาเพื่ออะไร?” กับ “เราเกิดมาแล้ว ควรทำอะไร?” … แนวทางแรกอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า พระผู้สร้าง มีอยู่จริง (จะเป็นศาสนาอะไรก็ตามแต่) … กับอีกแนวทางหนึ่งที่เชื่อว่ามนุษย์เราเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ โดยทฤษฎีวิวัฒนาการ ไม่ได้เกิดจากพระประสงค์อันยิ่งใหญ่ใดๆ

    แนวทางแรกผมคงตอบไม่ได้ เพราะผมไม่เชื่อว่าเราถูกสร้างมาอย่างนั้น … ดังนั้นผมจะตอบในแนวทางที่สองนะครับ

    เนื่องจากตอนที่เราเกิดมา เราแทบไม่มีอะไรกำหนดมาไว้ล่วงหน้า (นอกจากสัญชาตญาณ) คำตอบของคำถามเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคิดขึ้นมาเอง (หรือมีคนบอก) ต่างคนก็ต่างคิดออกไปในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ประสบการณ์ การสั่งสอน สภาพแวดล้อม … ตอบสั้นๆก็คือ คนเราเกิดมาไม่มีความหมายอะไร … แต่เรามีชีวิตอยู่แบบมีความหมายได้

    นั่นคือ เราก็แค่ได้เกิดขึ้นมา เป็นการเกิดขึ้นมาแบบไม่มีความหมายอะไรในมุมมองของตัวเรา … แต่กับคนอื่นแล้ว เรามีความหมายในฐานะลูก ในฐานะคนในสังคม ในฐานะพุทธศาสนิกชน ในฐานะมนุษย์ … และเมื่อเราโตขึ้น เราก็จะเริ่มรับรู้ฐานะต่างๆเหล่านี้ และสร้างความหมายขึ้นมาด้วยตัวเราเอง

    ความหมายต่างๆที่สร้างขึ้นมาเหล่านี้ มองแล้วก็น่าจะสอดคล้องกับแผนภูมิความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Maslow’s hierarchy of needs) … ความหมายในชีวิตของบางคน เป็นเพียงแค่การมีชีวิตอยู่รอดถึงวันพรุ่งนี้ แต่กับบางคนเป็นการได้รับการยอมรับในสังคมระดับสูง … และความหมายของคนเราก็เปลี่ยนได้ ตามกาลเวลา

    ไม่รู้ว่าผมตอบตรงจุดที่คุณ deans4j ต้องการรึเปล่า ถ้าผมออกทะเลมากไป ก็ช่วยขยายความคำถามนั้นหน่อยละกันนะครับ

    panuta

    26 Nov 07 at 11:43 am

  5. ผมถามเพราะสงสัยเฉยๆ เพราะว่าเห็นไม่นับถือศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า ศาสนาเทวนิยมมักมีจุดประสงค์ของการดำเนินชีวิตชัดเจน เช่น บูชาพระเจ้า ทำดีได้เข้าสวรรค์ทำชั่วฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่เชื่อในพระเจ้าตกนรก แล้วเห็นบอกว่าไม่ศรัทธาในศาสนาพุทธด้วยที่อธิบายเรื่องนี้ด้วยกฎแห่งกรรม ที่มีจุดหมายปลายทางสูงสุดคือการปรินิพานเลยสงสัยนะครับ

    ส่วนตัวผมเชื่อในการมีตัวตนของพระเจ้านะ ผมคิดว่ามันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ว่าที่ไหนสักแห่งมีผู้มีปัญญาสูงส่ง ผู้สร้างอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่คนเราเรียกว่า “ธรรมชาติ” มันสมบูรณ์แบบเกินไปที่จะเกิดจากความบังเอิญ มันน่าจะเกิดจากการวางแผนอันชาญฉลาดของใครมากกว่าถึงจะ make sense

    มันเป็นผลมาจากการประยุกต์ตรรกะสามัญสำนึกด้วยมั้งครับผมว่า เช่นเราเห็นโปรแกรมเจ๋งๆ สักตัว เราเชื่อมั่น 100% ว่าต้องมีคนสร้างมันขึ้นมา แล้วคน(กลุ่ม)นั้นต้องเก่งมากๆ เป็นอัจฉริยะ ได้ผ่านกระบวนการการสร้างที่มีแบบแผน ตรรกะมันจะไม่สอดคล้องถ้าเราเชื่ออย่างนี้แล้วยังบอกว่าธรรมชาติเกิดมาจาก nowhere ด้วยความบังเอิญโดยไม่มีผู้ควบคุม

    ผมว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่การกระทำและความคิดไม่ได้ถูกควบคุมด้วยสัญชาตญาณอย่างเข้มแข็งเหมือนสัตว์ประเภทอื่น เรายังต้องเข้าโรงเรียน หาความรู้ใส่ตัว แล้วเราก็กระทำไปตามความคิดความต้องการของเราอย่างอิสระ ไม่เหมือนกับสัตว์บางประเภทที่สัญชาตญาณมันฝังเข้า DNA อย่างเข้มข้นเกิดมาปุ๊ปอีกวันวิ่ง กิน ผสมพันธ์ รู้มิตร รู้ศัตรูได้เอง เหมือนมันถูกโปรแกรมมาอย่างดีว่าวงจรชีวิตมันต้องเป็นแบบนั้นๆ

    จะบอกว่าระดับสติปัญญาเราเหนือกว่าสัตว์ทั้งหมดก็เป็นได้ครับ แต่มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไม่ make sense เลย (โลกเราถึงได้วุ่นวายใกล้พังเพราะ free will ที่ตัดสินใจผิดๆ) มันเลยเป็นคำถามในใจไงครับว่าคนเราเกิดมาแล้วมีอิสระภาพในการคิดในการทำขนาดนี้ทำไม ถ้าไม่มีจุดประสงค์ในความพิเศษนี้

    ผมไม่ได้มาโฆษณาขายอะไรนะครับ แค่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ผมเป็นคนที่คิดอะไรเป็น pattern แล้วใช้ตรรกะมากในการดำเนินชีวิตเลยคิดออกมาได้อย่างนี้ ถ้าบางอย่างเกิดการพังกฎหรือ double standard สักนิด sense มันจะบอกเองว่ามันไม่ใช่ เลยอยากรู้เฉยๆ ครับว่าเคยมีช่วงหนึ่งในชีวิตนั่งตกตะกอนความคิดเรื่องนี้หรือเปล่า ศาสนานอกจากศรัทธาแล้วมันควรเป็นเรื่องที่ make sense และตอบคำถามชีวิตได้ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

    deans4j

    26 Nov 07 at 2:51 pm

  6. ยินดีแลกเปลี่ยนมุมมองครับ ไม่มีปัญหา หรือจริงๆใครอยากขายความคิดอะไรก็ขายได้เหมือนกัน แต่ผมจะซื้อรึเปล่านี่ก็อีกเรื่องนึง (ผมเป็นพวกควักกระเป๋ายากซะด้วย)

    อืม จะบอกว่าผมไม่ศรัทธาในศาสนาพุทธเลย ก็ไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ คือผมก็เชื่อในคำสอน และหลักการของศาสนาพุทธ “บางอย่าง” … เรื่องกฏแห่งกรรมนี่ผมเชื่อ แต่ไม่ถึงกับมีนรกสวรรค์ และการเวียนว่ายตายเกิด เป็นต้น

    ผมอ่านแล้วเกิดความคำถามเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าอย่างนึง นั่นคือถ้าคุณ deans4j บอกว่ามนุษย์นี่เป็นสิ่งที่ซับซ้อน หรือยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างได้ น่าจะเกิดจากพระผู้สร้างอันยิ่งใหญ่มากกว่า … แล้วถ้าเราไล่ปัญหาไก่กับไข่กับเรื่องนี้ นั่นคือมาถามว่า แล้วพระเจ้ามาจากไหน มีใครสร้างพระเจ้ารึเปล่า? คุณ deans4j คิดว่าอย่างไร?

    ผมขอเดาคำตอบไปเรื่อยก่อนละกัน นั่นคือถ้าคำตอบเป็นว่า พระเจ้าดำรงอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครสร้างขึ้นมา มันก็จะไปคล้ายการถือกำเนิดของธรรมชาติเช่นกัน นั่นคือมันดำรงอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครสร้าง … ต่างกันตรงที่ว่าถ้าเราไล่เหตุการณ์ของธรรมชาติ เราจะไปสุดตรงที่การดำรงอยู่ของจุดๆหนึ่งที่มีพลังงานเป็นอนันต์ ก่อนการระเบิดครั้งใหญ่ตามทฤษฎี Big Bang (ก็ไม่ได้บอกว่าทฤษฎีนี้ถูกนะ แต่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นอย่างนี้) — ส่วนความเชื่อเรื่องพระผู้สร้างก็จะไปสุดที่พระผู้สร้าง สร้างทุกอย่างขึ้นมา … ซึ่งก็ทำให้ 2 แนวทางนี้มีความคล้ายกันอยู่พอสมควรทีเดียว … ตรงนี้คือถือตามคำตอบที่ผมคาดเดาไว้นะครับ

    พูดถึงสติปัญญาของมนุษย์กับสัตว์แล้ว … บางทีความแตกต่างอาจจะไม่ได้มากอย่างที่คุณ deans4j คิดไว้ก็ได้นะ ความแตกต่างอาจเป็นเพียงแค่ มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นมากกว่า มีความจำมากกว่า คิดอะไรซับซ้อนได้มากกว่า แต่ก็มากกว่ากันไม่เยอะ … อย่างไรก็ตาม ความต่างที่ไม่เยอะนี้ อาจส่งผลจากหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นไปได้ เพราะมันไม่ใช่สมการการบวก แต่เป็นการคูณ นั่นคือ มันจะทวีคูณขึ้น แม้ค่าจะเพิ่มเพียงเล็กน้อย

    เมื่ออดีตเมื่อนานมากๆ มนุษย์เราก็ใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ประเภทนึง หาอาหาร เอาชีวิตรอด ไปตามประสา … แต่เนื่องด้วยความเหนือชั้นกว่าที่เรามี ก็ทำให้มนุษย์พัฒนาอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาเรื่อยๆ รู้วิธีใช้เครื่องมือ รู้จักการจุดไฟ รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ฯลฯ พัฒนาเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนเป็นสังคมอย่างทุกวันนี้ … ตรงนี้ผมมองว่า ไม่ต้องพึ่งความสามารถขนาดพระผู้สร้าง ก็สามารถเกิดขึ้นได้นะ

    panuta

    26 Nov 07 at 9:36 pm

  7. โอเคครับ สรุปว่าคุณเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างในศาสนาพุทธ อย่างนี้ผมเรียกว่าการ “นับถือ” นะ ไม่ได้เรียกว่า “ศรัทธา” เพราะศรัทธาคือการเชื่อมั่นและปฏิบัติครับ

    เอาทีละประเด็นนะครับ ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่ามนุษย์ซับซ้อนเกินกว่าธรรมชาติจะสร้างได้หรอกครับ ผมแค่อยากจะชี้ให้เห็นว่าที่เราแตกต่างนั้นเป็นเพราะอะไรต่างหาก

    ถ้าพระเจ้ามีอยู่จริง ทำไมถึงสร้างให้เรามีทางเลือกในการใช้ชีวิต ในการณ์นั้นพระองค์มีจุดประสงค์อะไร ถ้าพระเจ้าจะสร้างสิ่งใดแล้วทำให้มันเคารพพระเจ้าตลอดเวลา ทำแต่ความดี เกรงกลัวบาป แน่นอนเรื่องแค่นี้พระเจ้าซะอย่างทำได้อยู่แล้ว ถูกมั้ยครับ แต่การที่เรามีทางเลือกแสดงว่า ….?

    นี่เป็นคำถามครับที่เกิดขึ้นกับผม ผมเลยเอามาถามดูบ้างครับว่าเคยมีอารมณ์ประยุกต์ตรรกะแบบนี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

    เรื่องกำเนิดพระเจ้า ใครสร้างพระเจ้า คงต้องไล่กางตำราดูนิยามพระเจ้าของแต่ละศาสนาเทวนิยมครับ แต่อย่าลืมนะครับ พระเจ้าที่แท้จริงเป็นผู้สร้างทุกอย่าง พระองค์นั้นย่อมดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นกับสิ่งถูกสร้าง กลับกันสิ่งถูกสร้างต่างหากที่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า เวลาเป็นมิติหนึ่ง เป็นสิ่งถูกสร้างโดยพระเจ้า ถ้าพระองค์ขึ้นกับกาลเวลาแล้วผมจะบอกว่ากาลเวลาต่างหากที่เป็นพระเจ้าเพราะไม่มีใครเอาชนะมันได้ พระเจ้าที่แท้จริงจึงต้องไม่ขึ้นกับเวลาหรือสิ่งใดๆ ไม่มีก่อน ไม่มีหลัง เป็นเรื่องที่อาจจะฟังแล้วฝืนๆ นิดๆ นะครับ เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่สามารถเอาชนะกาลเวลาได้ การดำรงอยู่ของพระเจ้าต่างกับธรรมชาติและทฤษฏี big bang นะครับ พวกนั้นยังอยู่ใต้กฎแห่งกาลเวลาและการถูกควบคุม

    เรื่องสัญชาตญาณของสัตว์ ผมว่าเราต่างนะ ตัวอย่าง ปลาเซลมอนว่ายทวนน้ำกลับไปวางไข่โดยไม่ต้องมีโรงเรียนสอน แม่มันคงไม่ได้สอน มันไปที่ๆ มันไม่เคยไปได้อย่างไร ความจำมันดีขนาดนั้นเลยหรือ ทั้งที่สัตว์ไม่มีภาษาพูดด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้ผมต้องการบอกว่าวัฏจักรชีวิตของสัตว์รวมทั้งสิ่งถูกสร้างอย่างอื่นนั้นเรียบง่ายและมีแบบแผนกว่าคนเยอะ

    เรียนฟิสิกซ์มาใช่มั้ยครับทำไมกฏ F = ma มันถึงเป็นสเถียรอย่างนั้นตลอดเวลา เคยสงสัยมั้ยครับว่าถ้าค่า g ไม่เท่ากับ 9.8 N โลกมันจะเป็นอย่างทุกวันนี้หรือเปล่า? ค่านี้มีผลต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เลยนะครับ แล้วถ้าโลกเอียงน้อยกว่านี้สักองศาละ ถ้าโลกอยู่ใกล้หรือไกลจากดวงอาทิตย์ขยับไปสักนิดโลกมันยังจะเป็นโลกอยู่หรือเปล่า จะมีความบังเอิญที่ว่ามั้ย ถ้ามันขี้เกียจของมันสักวันนึงเราจะเป็นอย่างไร ดาวมีเป็นล้านๆ ดวงบนฟ้า หาสักดวงที่บังเอิญเหมือนโลกละมีมั้ย ถ้า sample space มันเยอะขนาดนั้นก็น่าจะเจอความบังเอิญแบบนี้ได้ง่ายกว่านี้หรือเปล่า คำถามคือทุกอย่างมัน Perfect เกินไปหรือเปล่าที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าความบังเอิญ ?

    ผมว่าพระเจ้าบอกใบ้อะไรเราอยู่นะ ในเมื่อพระองค์ให้สติปัญญาเรามา ทำให้เราแตกต่างขนาดนี้ ทำให้เราเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีภาษาพูดอย่างที่คุณว่า ทำให้สัญชาตญาณติดตัวเราน้อยๆ แต่ให้สติปัญญาเรามากๆ ทำให้เราเลือกได้ว่าเราจะทำดี ทำชั่ว เพื่ออะไร? เราควรจะใช้มันพิจารณาถึงจุดประสงค์ที่พระเจ้าต้องการให้เราเล่นเกมนี้หรือเปล่า?

    deans4j

    27 Nov 07 at 12:15 am

  8. เงียบไปเลยครับ ถ้าคำพูดผมทำให้รู้สึกไม่ดี ผมขอโทษด้วยนะครับ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

    อย่างที่ผมบอกนะครับ ว่าผมไม่ได้มาขายอะไร แค่อยากให้เห็นมุมมองฝั่งคนเชื่อในตัวตนของพระเจ้าบ้าง เพราะที่ผ่านมาบางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ และไม่มีเหตผล

    ถ้าพอเข้าใจ (ไม่ต้องเห็นด้วยก็ได้) ในสิ่งที่ผมพูดไปก็น่าจะรับรู้ได้ว่า จริงๆ แล้วมันก็มีตรรกะในการเชื่อที่ make sense สำหรับคนๆ นึง มันไม่ใช่เรื่องงมงายไม่มีเหตผล บางทีคนที่เชื่ออาจจะให้เวลาและคิดอย่างจริงจังกว่าด้วยซ้ำ

    ยินดีที่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกันครับ

    สันตินะครับ

    deans4j

    28 Nov 07 at 6:00 pm

  9. ไม่ได้จะหายไปหรอกครับ แค่เมื่อวานมันมึนๆหัว ให้มาเขียนตอบก็คงจะเบลอๆเอา (มึนหัว เพราะมัวแต่เล่นเกม)

    ก็พอเข้าใจนะครับว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ แทบจะเป็นความบังเอิญที่เหลือเชื่อจริงๆ (ถ้าเชื่อว่ามันเกิดจากความบังเอิญ) แต่ถามว่า ตัวแปรมันต้อง perfect ทุกอย่าง จึงเกิดสภาพอย่างทุกวันนี้จริงหรือ? เป็นไปได้ไหมว่า ค่า g อาจเป็นได้ตั้งแต่ 8-10 ก็สามารถให้ผลลัพธ์อย่างนี้ได้เหมือนกัน หรือโลกจะขยับไปอีกกิโล สองกิโล ถ้ามันยังโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันมากนัก และจักรวาลนี้มันก็ใหญ่มากๆ จนอาจจะพูดได้ว่า โลกเราเป็นแค่ 1 ในล้านๆๆๆๆๆ ของโอกาสทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นได้ … มีโอกาสเยอะขนาดนี้ การเกิดโลกขึ้นมา ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่บังเอิญเกินไปนัก

    ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรหรอกนะครับ ไม่รู้สึกว่ามาขายอะไรด้วย จริงๆอยากขอบคุณที่ทำให้ผมได้เห็นคนที่เชื่อในพระเจ้าในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยซ้ำ ซึ่งผมไม่คิดมาก่อนว่ามีแบบนี้ เป็นมุมนึงที่ผมมองแคบเกินไป

    ปล. ถึงยังไงผมก็ยังเชื่อในความคิดของผมอยู่ (ไม่ได้หมายความว่า ผมคิดว่าคุณ deans4j พยายามทำให้ผมเปลี่ยนความเชื่ออะไรหรอกนะ แค่พูดถึงเฉยๆ)

    panuta

    29 Nov 07 at 12:17 am

  10. ครับผม ไว้คุยเรื่องนี้กันใหม่เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นละกันครับผม :razz:

    ผมทิ้งท้ายไว้ละกันครับ

    คุณ panuta เชื่อทฤษฏี butterfly effect หรือเปล่า? สิ่งที่ซับซ้อนขนาดโลกเราทั้งใบ จักรวาลทั้งหมดยัง maintain ตัวเองอยู่ได้เป็นล้านปีด้วยโชคอย่างมีแบบแผน สำหรับผมแล้วผมว่ามันเป็น sample space ที่มากกว่าล้านๆๆๆๆๆๆ เยอะเลยครับ : )

    ขอปิดประเด็นครับ :mrgreen:

    deans4j

    29 Nov 07 at 5:14 am


  11. ..
    .

    การเมือง และ ศาสนาคือปัญหาโลกแตก

    ห้ามออกความคิดเห็นเกิน 2 คน :idea:

    kumint`

    30 Nov 07 at 1:45 am

  12. ถ้าปัจจัยกระทบคล้ายๆกัน ถ้าทำซ้ำอีกครั้งมันก็คล้ายๆกันน่ะหล่ะ
    โลกเราซับซ้อนขนาดนี้ และที่คงอยู่ถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และต่อให้ลองอีกครั้ง โลกก็ยังอยู่เหมือนเดิม
    ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ดับสลายไปแต่อย่างไร

  13. ความจริงที่แตกต่าง ทำให้นักปรัชญาแบ่งออกเป็นกลุ่ม
    สูงสุดของความจริง ก็อาจจะไม่ไช่ตรรกะ
    นักปรัชญาต่างมุ้งนำความรู้ที่ตนมีไปสู่บุคคลส่วนใหญ่หาได้เพื่อตนเองไม่
    การศึกษาหลายๆศาสตร์อาจทำให้มีมุมมองเพิ่มมากขึ้น
    เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับ ไป

    ประชา บัววัด

    19 Oct 08 at 8:31 am

  14. :oops: นู๋…ไปวัดบ่อยมาก ส่วนใหญ่จะไปตอนเช้า…เอาปิ่นโตไปถวาย พอพระฉัณเช้าเสร็จนู๋ก็กลับ แต่มีวันหนึ่ง…พอพระฉัณเช้าเสร็จ เจ้าอาวาสก็พูดให้ฟังว่า….พระในวัด เขาไม่อยากได้ตังค์ แต่เขาอยากให้ชาวบ้านมาวัดมากกว่า เพราะเดี๋ยวนี้แทบจะไม่เห็นคนเข้าวัดเลย (น่าสงสารมากค่ะ

    กระเจี๊ยบ...จ๊ะ

    4 Jun 09 at 10:08 am

Leave a Reply