Cultural Border
by panuta on April 23, 2007
พอรู้ว่าใกล้หมดเทอมแล้ว Productivity มันลดลงอย่างน่าใจหายจริงๆแฮะ วันๆไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเท่าไหร่เลย … เมื่อวานอากาศก็ร้อน 20 กว่าองศาแน่ะ หลังจากที่อยู่แบบหนาวๆจนชินมาเกือบ 4 เดือน ตอนที่กลับไปเจออากาศเมืองไทย จะเป็นยังไงล่ะเนี่ย แต่คงไม่แย่เท่าไหร่หรอกมั้ง เพราะตอนที่กลับไป อุณหภูมิที่นี่ก็คงจะอยู่ 20 กว่าๆอย่างนี้ กลับไปมันก็ไม่ต่างกันแบบฟ้ากับดิน … ดีกว่ากลับไปตอนหน้าหนาว ตอนที่ๆนี่ -10 องศา กลับไปเจอ 30 กว่าองศา … ตายพอดี
เมื่อกี๊ดูข่าวเกี่ยวกับคุณระเบียบรัตน์ ที่ออกมาพูดว่าคุณเนาวรัตน์เรื่องการอบรมให้ลูกเป็นคนเจ้าชู้ … เรื่องการสนับสนุนให้ลูกเป็นคนเจ้าชู้ จะว่าผมเห็นด้วยก็ไม่เชิง ไม่เห็นด้วยเลยก็ไม่ใช่ แต่ผมว่า การเป็นคนเจ้าชู้น่ะ มันสอนอะไรในชีวิตได้ดีนะ มันทำให้เรารู้จักโลก รู้จักคน ในมุมที่หลากหลาย มันสอนให้เรารู้จักทันคน ไม่มองโลกในแง่ดีเพียงอย่างเดียว และก็เข้าใจสิ่งที่ซับซ้อนอย่างสังคม หรือมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น ไม่มองทุกอย่างเป็นแค่ขาวกับดำ … แต่มันก็ไม่ใช่ทางเดียวที่เราจะทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้น … การอ่าน การพูดคุย การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ การไม่กลัวสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ฯลฯ ก็ทำให้คนเราเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน
ความมั่นคงทางอารมณ์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ที่คนเจ้าชู้อาจจะมีมากกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่ทางเดียวที่จะได้มาได้เหมือนกัน
… ถ้าถามผมว่า ผมจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนเจ้าชู้มั้ย … ตอนนี้ผมก็คงตอบว่า คงไม่ … แต่อยากสอนให้เค้าหลุดจากกรอบของสังคมและวัฒนธรรม มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และเคารพในตัวผู้อื่นก็พอ
เมื่อเราเกิดขึ้นมา เราคือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ซึ่งไม่ผูกติดกับวัฒนธรรมของชาติใดๆทั้งสิ้น
10 comments
คำว่า “วัฒนธรรม” ในภาษาไทยมาจากคำว่า ‘วัฒน’ ที่แปลว่าเจริญงอกงาม และคำว่า ‘ธรรม’ ที่แปลว่าความดี ส่วนในภาษาอังกฤษ ‘culture’นั้นแปลว่า มรดกของสังคม เป็นลักษณะเฉพาะในการดำรงชีวิตของกลุ่มคนที่มาอยู่ร่วมกัน และได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เจริญตามยุคสมัย…
เราจึงเชื่อว่าวัฒนธรรมน่ะ อย่างน้อยก็มีเหตุผลและเจตนาที่ดีสนับสนุนอยู่นะ…
แต่สำหรับวัฒนธรรมบางอย่าง เมื่อสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี ตลอดจนวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ก็อาจจะล้าสมัย จึงไม่เหมาะเพื่อการนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ อีก แต่อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ยาก อันเนื่องมาจากการหยั่งรากฝังลึกมาเป็นร้อยปี…
อาทิ เช่น วัฒนธรรมที่ผู้ชายนิยมมีภรรยาหลายคน เราว่ามันคงเกิดมาจากการที่สมัยก่อนผู้ชายรับภาระในการหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงทำงานบ้านหาเงินเองไม่ได้ อีกทั้งประชากรผู้หญิง(ที่ดูแลตัวเองไม่ได้อย่างที่ว่า)ก็มีมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายสมัยก่อนจึงมีสิทธิอัน(ดูเหมือนจะ)ชอบธรรม ที่จะดูแลรับผิดชอบผู้หญิงหลายคนในคราวเดียวกัน…
แต่สำหรับปัจจุบัน อย่างวัฒนธรรมเนี้ย เราก็เห็นด้วย(อย่างยิ่ง)นะว่า น่าจะหลุดกรอบไปจากมันซักที 555
ปล; กรุงเทพบัดนาว 39 องศาแล้วนะจ๊ะ ดีใจด้วยที่จะได้กลับมา(ผจญความร้อนร่วมกัน):mrgreen:
by :-D on April 23, 2007 at 10:58 am. #
จริงๆแล้วไอ้กรอบพวกนี้
มนุษย์ก็สร้าางขึ้นมาเองทั้งนั้น
by นัท on April 23, 2007 at 12:07 pm. #
สมมติว่าเราเป็นสื่อฯ และคิดว่าคุณระเบียบรัตน์ (ต่อไปขอเรียกว่า ป้าเบียบ) แกน่าจะมีปฏิกริยากับคำพูดของคุณนวรัตน์ (ต่อไปขอเรียก เจ๊จิ๊ก) เราเลยเอาไมค์ไปจ่อปากป้า หวังว่าป้าจะพ่นอะไรที่เราเอาไปเล่นข่าวต่อได้อีกหลายวัน ส่วนป้าแกก็บ้าจี้ ชอบได้เป็นที่สนใจ เลยพ่นคำพูดแบบวินมอเตอร์ไซค์แถวบ้านเรียก “กวนส้นX” … พอสื่อฯตีข่าวนี้ คนอ่านก็ยิ่งสนใจ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เล็กกว่ากระแสจตุคามฯ ที่คนชักจะบ้าไปกันใหญ่ เล็กกว่าปัญหาชายแดนภาคใต้ เล็กกว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อประเทศชาติเรามหาศาล
เราน่าจะเลิกสนใจผู้หญิงสองคนนี้จิกกัดกันผ่านสื่อฯ แล้วก็เลิกสนับสนุนสื่อฯ ที่ทำตัวเป็นโปรโมเตอร์มวยเสียดีไหมคะ
by Aoyoyo on April 23, 2007 at 5:30 pm. #
ผมไม่ชอบสื่อแบบนั้นอยู่แล้วครับ ที่เขียนนี่ก็เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจเรื่องของการเลี้ยงลูก งานนี้ คุณระเบียบรัตน์ได้บทเรียนครั้งสำคัญไปล่ะครับ
by panuta on April 23, 2007 at 9:33 pm. #
เออ เมนท์ไรไปหว่าขอโทษที สงสัยจะไม่เกี่ยว (เพล้ง ^^’)…
พอดีเมื่อเช้าเพิ่งเห็นรูปเจ๊เบียบกับเจ๊จิ๊กลงหน้า 1 แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าข่าวเกี่ยวกับอะไร…
เห็นรูปแล้ว เดินผ่านๆ
by :-) on April 23, 2007 at 10:04 pm. #
อ่านผ่านไปเจอมาเหมียนกันครับ (ปกติไม่เคยอ่าน เห็นชื่อก็ปิดหนีแล้ว) ไม่รู้ไมเมื่อวานอ่าน แต่ประมาณขิงก็ราข่าก็แรง
อย่างไรก็ตาม ตอนแรกเกือบเห็นด้วยกับเจ๊เบียบ แต่พอตีลังกาคิดอีกตลบ ผมว่าวัฒนธรรมเผื่อ(ใจ)เลือกแบบนี้ ปัจจุบันมันไม่ได้เป็นเฉพาะผู้ชายที่มีต่อผู้หญิงหรอก ผู้หญิงก็มีต่อผู้ชายเหมียนกัน ดังนั้นปัญหานี้ผมว่าเซม เซม …ก็เลยเบื่อเจ๊เบียบแทน ที่พยายามย้ำจังว่า “ผู้หญิงเสียเปรียบ” (แน่ล่ะ ก็หากินอยู่กับเรื่องนี้นี่) เพราะเอาเข้าจริง จะว่าไป สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่โบราณนานมาจนถึงยุคนี้ ก็เพราะไอ้แนวคิดว่า “ยังไง ๆ เรื่องแบบนี้ ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่วันยันค่ำ” นี่แหละ
…เอ วกวน กับ ยอกย้อน ไปเป่าครับ -_-a
by BioLawCom on April 25, 2007 at 3:26 am. #
อืม… เป็นมุมที่น่าสนใจมากๆ เรื่องการคิดว่าตัวเองเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่จริงๆก็ไม่ใช่…
จริงๆแล้วความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงนี่ ประเด็นอยู่ที่ตรงไหนกัน อยู่ที่ต่างคนสามารถทำสิ่งที่อยากทำได้เหมือนกันรึเปล่า … แล้วการที่คุณระเบียบรัตน์ออกมาด่าพวกดารานางแบบ เรื่องการแต่งตัวโป๊ๆเนี่ย … ถือเป็นการกดขี่ผู้หญิงด้วยกันรึเปล่านะ?
by panuta on April 25, 2007 at 9:29 pm. #
อิอิ…สำหรับผม ผมว่ากดขี่อยู่ลึก ๆ เพราะ แอบคิดว่า “วัฒนธรรมผู้ชายใช้อำนาจเหนือผู้หญิง” จะประสบความสำเร็จอย่างล้นเหลือไม่ได้เลยถ้า “วัฒนธรรมคิดอยู่เสมอว่าเพศหญิงมีอะไรบางอย่างที่ควรอยู่ใต้อำนาจชาย” ไม่ได้ถูกชู กรอกหูอยู่เป็นประจำ
ปล. แต่ที่คิดงี้ไม่ได้หมายความว่า ผมสนับสนุนให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ “ทุกอย่าง” ให้เท่าเทียมกับชายนะครับ เพราะศักยภาพในบางเรื่องธรรมชาติเค้าไม่ได้สร้างมาให้สองเพศนี้เท่าเทียมกัน
by BioLawCom on April 26, 2007 at 3:38 am. #
ผมไม่เลี้ยงลูกให้เจ้าชู้หรอกครับ แต่ก็จะไม่เลี้ยงลูกให้หลงรักใครคนเดียวหัวปักหัวปัม (ไม่รู้จะทำได้รึเปล่า)
by xinexo on April 26, 2007 at 11:36 am. #
อืมม เขียนได้ดีซะจนไม่รู้จะหาตรงไหนมาบอกว่า ไม่เห็นด้วย
by Pat on May 1, 2007 at 9:24 am. #