“Never Problems, Always Opportunities”

เป็นประโยคที่อาจารย์วิชาบัญชีพูดถึงในคาบเมื่อวานนี้ หลังจากที่นั่งคุยกันในห้องเรียนถึงโจทย์ข้อนึง มีใจความว่าบริษัทแห่งหนึ่ง สายการผลิตในโรงงานมีการปล่อยของเสียออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องกำจัดทิ้งโดยการบำบัดก่อนจะปล่อยออกสู่ภายนอก (ตามระเบียบข้อบังคับ) แต่วิธีการนี้เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก บริษัทจึงเลือกที่จะเอาของเสียไปทิ้งที่ชานเมืองแทน บริษัททำอย่างนี้มาตลอด 20 ปี โดยยอมเสียค่าปรับนิดหน่อย แลกกับการต้องติดตั้งระบบบำบัด … จนเมื่อมีนักข่าวคนหนึ่งรู้เรื่อง และขู่ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเปิดเผย ถ้าไม่ยอมจ่ายสินบนให้ … ถ้าบริษัทถูกเปิดเผยขึ้นมา ก็มีโอกาสค่อนข้างมากที่จะถูกประท้วงจากคนทั่วประเทศ และทำให้รายได้ลดลงมากถึง 25% แถมยังต้องจ่ายค่าปรับที่แพงสุดๆอีกต่างหาก … ในฐานะ CEO คนใหม่ จะแก้ปัญหายังไง จะติดสินบนมั้ย แล้วจะทำแบบนี้ต่อ หรือจะเปลี่ยนไปใช้ระบบบำบัด? (โจทย์จริงๆยังมีรายละเอียดเยอะกว่านี้ แต่ประเด็นก็อยู่แค่นี้)

ในห้องก็คุยกันถึงทางแก้หลากหลายวิธี ส่วนใหญ่ก็เลือกจะติดสินบนก่อนซักปี แล้วค่อยแก้ไขปัญหา … ก็มีหลายคนที่มีความเห็นเหมือนกับผมคือ เปิดเผยไปซะ ว่าตัวเองเอาขยะโรงงานไปทิ้งอย่างนั้น … การเลือกที่จะเปิดเผยเอง ก็ทำให้เราสามารถตั้งตัว สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งดีกว่าอยู่ดีๆ ชื่อบริษัทก็ไปปรากฏอยู่ในข่าวของ CNN … การเปิดเผยออกไป แล้วบอกว่ากำลังแก้ไขปัญหานี้อยู่ ก็น่าจะทำให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนมากกว่า

หลายๆครั้ง ปัญหา ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป โดยเฉพาะปัญหาในกรณีอย่างนี้ … การเปิดเผยสู่สาธารณะชน ก็สามารถดึงความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ให้อยู่ในระดับที่ดีได้ … และก็เป็นการบอกถึงความซื่อสัตย์ ความจริงใจของเราเหมือนกัน … ความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ ค่อนข้างสำคัญมากเลยทีเดียว

พูดถึงประเด็นนี้แล้ว ก็เข้ากันได้ดีกับบทความในนิตยสาร Wired เล่มใหม่ ที่เขียนถึงพนักงานบริษัทใหญ่ๆ ออกมาเขียน blog เล่าเรื่องราวต่างๆที่เปิดขึ้นในบริษัท รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน ซึ่งไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้มาก่อนในอดีต สิ่งที่จะแพร่ออกมาจากบริษัทใหญ่ๆ ในอดีตก็มาจากแค่ Press Release หรือบทพูดที่เรียงร้อยไว้อย่างดีของ CEO เท่านั้นเอง

ประเด็นเรื่องนี้เขียนได้ยาวมากๆ (เลยเลือกไม่เขียนดีกว่า ไปอุดหนุน Wired ซะ) ตัวอย่างที่อาจจะเห็นได้ชัดๆ ก็เช่น Channel 9 ของ Microsoft, หรือจะเป็น CEO ออกมาเองอย่าง Jonathan Schwartz จาก Sun … ในนิตยสารมียกตัวอย่างเจ้าของบริษัทที่ออกมาเขียน blog เปิดเผยปัญหาภายใน และปัญหาคู่ค้า เค้าบอกว่าการเปิดเผยอย่างนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเขาอยู่รอดมาได้!! (ถ้านักการตลาดสมัยก่อนมาได้ยินคงกรี๊ดแตก)

เมื่อโลกเราเล็กลง … การทำธุรกิจก็เปลี่ยนตามไปด้วย แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

  • http://www.rangwan.com Aoyoyo

    เคยโดนให้ present ปัญหาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกันค่ะ รู้สึกว่าจะเป็น case ของ โค๊กอินเดีย ที่มีปัญหากับชุมชนข้อหาแย่งน้ำ ทำให้น้ำเสีย โดนสมมุติให้เป็น CEO โค๊กอินเดีย ต้องไป present หาทางแก้ไขกับ CEO ใหญ่

    ให้เวลาคิดโจทย์แค่ 15 นาที แล้วต้อง present ให้คนสอบฟัง โดยเค้าสมมติตัวเองเป็น CEO ใหญ่ … เครียดเลย เพราะเป็นการสอบเพื่อผ่านไปอบรมคอร์สใหญ่มากอันนึงของบริษัท ถ้าพลาดก็เสียดายโอกาสมาก

    หลังจากผ่าน case นี้นะคะ ก็มาคุยๆ กันกับเพื่อนๆ ที่ผ่านเข้ามาอบรมด้วยกัน ปรากฎว่าคำตอบแต่ละคนเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง หลากหลายจริง บางคนก็บอกว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่ก่อน ค่อยแก้ปัญหาจริงๆ ทีหลัง บางคนก็บอกว่าแก้ปัญหาจริงๆ ก่อน พร้อมกับเข้าหาชุมชนไปด้วย เพื่อแก้ไขสถานการณ์ตึงเครียด บางคนก็ว่า หาทางย้ายโรงงานดีกว่า ระหว่างนี้ซื้อเวลาไปก่อน ฯลฯ

    อันนี้มันแค่ case present ถ้าสถานการณ์จริงๆ ไม่รู้จะเลือกใช้อันไหนเหมือนกันนะคะ

  • ;-)

    “เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ ศาลเลยลดโทษให้กึ่งหนึ่ง” อ่านแล้วคิดถึงคำนี้แฮะ :idea:

    ถ้าเราเป็น CEO นะ คงจะเสนอให้สร้างระบบบำบัดมารองรับซะและติดสินบนเพื่อปิดข่าวไปพร้อมๆ กัน เพราะการที่บริษัทยอมลงทุนสร้างระบบบำบัดน่ะก็คือการแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไปทางหนึ่ง แต่สำหรับความจริงที่ว่าบริษัทเป็นผู้ผิดนั้น ถึงแม้จะยอมรับไปในตอนนี้ สิ่งที่เราจะแสดงถึงความรับผิดชอบมันก็ยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรปิดข่าวไว้ระยะหนึ่งก่อน(ส่วนจะปิดเผยในภายหลังหรือเปล่าค่อยว่ากันตามความเหมาะสมอีกที)…

    เราคิดว่าหลายๆ บริษัทในโลกความเป็นจริง ที่ยอมออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในบริษัทนั้น เรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงน่ะ น่าจะเกิดขึ้น สิ้นสุด หรืออยู่ในภาวะที่คงที่ระดับหนึ่งแล้วนะ…

    มันก็คงคล้ายๆ กับเวลาที่มีใครมาเล่าเรื่องแย่ๆ ที่เค้าเคยทำในอดีตให้ฟ้ง ฟังตอนนี้เรื่องมันก็จบไปแล้ว ปัญหาเค้าก็แก้ไปแล้ว เค้าก็กลับเนื้อกลับตัวแล้ว ฟังแล้วก็คงจะให้อภัยเค้ามั้ง (ออกจะแนวชื่นชมในความกล้าหาญที่เค้ามาเล่าให้ฟังเสียด้วยซ้ำ)…

    อ่านบล็อกของหลายบริษัทข้างต้น แล้วมีบริษัทที่ทำให้รู้สึกอย่างนี้บ้างมั้ยอะ?

    ปล; เราก็แสดงความคิดเห็นไปเรื่อยนะ ไม่ได้ไปอ่านบล็อกเค้าหรอก อ่านภาษาอังกฤษแล้วผื่นจะขึ้น…แพ้อย่างรุนแรง เอิ้กๆ :lol:

  • mariposa

    คนส่วนมากเลือกจะติดสินบน ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกนะ…แต่ก็อดรู้สึกไม่ค่อยดีนะ…ตอนนี้แนวทางของธุรกิจ เป็นไปในทางที่ต้องเน้นความโปร่งใส และความยั่งยืนมากกว่า…ถ้าแม้บริษัทของตัวเองทำอะไรที่เป็นแง่ลบในสายตาคนอื่น บริษัทก็ต้องหาทางแก้ไขสิ่งนั้น หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทดแทน แม้จะแก้ภาพลักษณ์ไม่ได้ทั้งหมดแต่ในระยะยาวแล้วจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ น้อยลงมาก…
    ลองไปหาเรื่อง Corporate Social Responsibility มาอ่านดูนะ ตอนนี้กระแสกำลังมาแรงทั้งในอเมริกา ยุโรป และ เอเซีย…น่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีทีเดียว :wink:

  • http://www.cityblue.net/ Pat

    คงไม่มีใครอยากจะเปิดเผยถึงสิ่งแย่ๆ ที่ตัวเองทำ การเปิดเผย ถึงจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็คงรับไม่ได้หากโดนครหาไปหลายปี

    ถ้าเป็นผม ผมก็เลือกไม่ถูกเหมือนกัน ใจนึง ไม่อยากติดสินบนหรอก เพราะรู้ว่ามันไม่ดี ใจนึงก็ไม่อยากโดนมองหน้าเหมือนไอ้ฆาตกร

    เฮ่อ ลำบากใจ