Never Problems, Always Opportunities

by panuta on April 19, 2007

“Never Problems, Always Opportunities”

เป็นประโยคที่อาจารย์วิชาบัญชีพูดถึงในคาบเมื่อวานนี้ หลังจากที่นั่งคุยกันในห้องเรียนถึงโจทย์ข้อนึง มีใจความว่าบริษัทแห่งหนึ่ง สายการผลิตในโรงงานมีการปล่อยของเสียออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องกำจัดทิ้งโดยการบำบัดก่อนจะปล่อยออกสู่ภายนอก (ตามระเบียบข้อบังคับ) แต่วิธีการนี้เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก บริษัทจึงเลือกที่จะเอาของเสียไปทิ้งที่ชานเมืองแทน บริษัททำอย่างนี้มาตลอด 20 ปี โดยยอมเสียค่าปรับนิดหน่อย แลกกับการต้องติดตั้งระบบบำบัด … จนเมื่อมีนักข่าวคนหนึ่งรู้เรื่อง และขู่ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเปิดเผย ถ้าไม่ยอมจ่ายสินบนให้ … ถ้าบริษัทถูกเปิดเผยขึ้นมา ก็มีโอกาสค่อนข้างมากที่จะถูกประท้วงจากคนทั่วประเทศ และทำให้รายได้ลดลงมากถึง 25% แถมยังต้องจ่ายค่าปรับที่แพงสุดๆอีกต่างหาก … ในฐานะ CEO คนใหม่ จะแก้ปัญหายังไง จะติดสินบนมั้ย แล้วจะทำแบบนี้ต่อ หรือจะเปลี่ยนไปใช้ระบบบำบัด? (โจทย์จริงๆยังมีรายละเอียดเยอะกว่านี้ แต่ประเด็นก็อยู่แค่นี้)

ในห้องก็คุยกันถึงทางแก้หลากหลายวิธี ส่วนใหญ่ก็เลือกจะติดสินบนก่อนซักปี แล้วค่อยแก้ไขปัญหา … ก็มีหลายคนที่มีความเห็นเหมือนกับผมคือ เปิดเผยไปซะ ว่าตัวเองเอาขยะโรงงานไปทิ้งอย่างนั้น … การเลือกที่จะเปิดเผยเอง ก็ทำให้เราสามารถตั้งตัว สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งดีกว่าอยู่ดีๆ ชื่อบริษัทก็ไปปรากฏอยู่ในข่าวของ CNN … การเปิดเผยออกไป แล้วบอกว่ากำลังแก้ไขปัญหานี้อยู่ ก็น่าจะทำให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนมากกว่า

หลายๆครั้ง ปัญหา ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป โดยเฉพาะปัญหาในกรณีอย่างนี้ … การเปิดเผยสู่สาธารณะชน ก็สามารถดึงความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ให้อยู่ในระดับที่ดีได้ … และก็เป็นการบอกถึงความซื่อสัตย์ ความจริงใจของเราเหมือนกัน … ความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ ค่อนข้างสำคัญมากเลยทีเดียว

พูดถึงประเด็นนี้แล้ว ก็เข้ากันได้ดีกับบทความในนิตยสาร Wired เล่มใหม่ ที่เขียนถึงพนักงานบริษัทใหญ่ๆ ออกมาเขียน blog เล่าเรื่องราวต่างๆที่เปิดขึ้นในบริษัท รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน ซึ่งไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้มาก่อนในอดีต สิ่งที่จะแพร่ออกมาจากบริษัทใหญ่ๆ ในอดีตก็มาจากแค่ Press Release หรือบทพูดที่เรียงร้อยไว้อย่างดีของ CEO เท่านั้นเอง

ประเด็นเรื่องนี้เขียนได้ยาวมากๆ (เลยเลือกไม่เขียนดีกว่า ไปอุดหนุน Wired ซะ) ตัวอย่างที่อาจจะเห็นได้ชัดๆ ก็เช่น Channel 9 ของ Microsoft, หรือจะเป็น CEO ออกมาเองอย่าง Jonathan Schwartz จาก Sun … ในนิตยสารมียกตัวอย่างเจ้าของบริษัทที่ออกมาเขียน blog เปิดเผยปัญหาภายใน และปัญหาคู่ค้า เค้าบอกว่าการเปิดเผยอย่างนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเขาอยู่รอดมาได้!! (ถ้านักการตลาดสมัยก่อนมาได้ยินคงกรี๊ดแตก)

เมื่อโลกเราเล็กลง … การทำธุรกิจก็เปลี่ยนตามไปด้วย แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

4 comments

เคยโดนให้ present ปัญหาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกันค่ะ รู้สึกว่าจะเป็น case ของ โค๊กอินเดีย ที่มีปัญหากับชุมชนข้อหาแย่งน้ำ ทำให้น้ำเสีย โดนสมมุติให้เป็น CEO โค๊กอินเดีย ต้องไป present หาทางแก้ไขกับ CEO ใหญ่

ให้เวลาคิดโจทย์แค่ 15 นาที แล้วต้อง present ให้คนสอบฟัง โดยเค้าสมมติตัวเองเป็น CEO ใหญ่ … เครียดเลย เพราะเป็นการสอบเพื่อผ่านไปอบรมคอร์สใหญ่มากอันนึงของบริษัท ถ้าพลาดก็เสียดายโอกาสมาก

หลังจากผ่าน case นี้นะคะ ก็มาคุยๆ กันกับเพื่อนๆ ที่ผ่านเข้ามาอบรมด้วยกัน ปรากฎว่าคำตอบแต่ละคนเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง หลากหลายจริง บางคนก็บอกว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่ก่อน ค่อยแก้ปัญหาจริงๆ ทีหลัง บางคนก็บอกว่าแก้ปัญหาจริงๆ ก่อน พร้อมกับเข้าหาชุมชนไปด้วย เพื่อแก้ไขสถานการณ์ตึงเครียด บางคนก็ว่า หาทางย้ายโรงงานดีกว่า ระหว่างนี้ซื้อเวลาไปก่อน ฯลฯ

อันนี้มันแค่ case present ถ้าสถานการณ์จริงๆ ไม่รู้จะเลือกใช้อันไหนเหมือนกันนะคะ

by Aoyoyo on April 19, 2007 at 9:27 am. #

“เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ ศาลเลยลดโทษให้กึ่งหนึ่ง” อ่านแล้วคิดถึงคำนี้แฮะ :idea:

ถ้าเราเป็น CEO นะ คงจะเสนอให้สร้างระบบบำบัดมารองรับซะและติดสินบนเพื่อปิดข่าวไปพร้อมๆ กัน เพราะการที่บริษัทยอมลงทุนสร้างระบบบำบัดน่ะก็คือการแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไปทางหนึ่ง แต่สำหรับความจริงที่ว่าบริษัทเป็นผู้ผิดนั้น ถึงแม้จะยอมรับไปในตอนนี้ สิ่งที่เราจะแสดงถึงความรับผิดชอบมันก็ยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรปิดข่าวไว้ระยะหนึ่งก่อน(ส่วนจะปิดเผยในภายหลังหรือเปล่าค่อยว่ากันตามความเหมาะสมอีกที)…

เราคิดว่าหลายๆ บริษัทในโลกความเป็นจริง ที่ยอมออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในบริษัทนั้น เรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงน่ะ น่าจะเกิดขึ้น สิ้นสุด หรืออยู่ในภาวะที่คงที่ระดับหนึ่งแล้วนะ…

มันก็คงคล้ายๆ กับเวลาที่มีใครมาเล่าเรื่องแย่ๆ ที่เค้าเคยทำในอดีตให้ฟ้ง ฟังตอนนี้เรื่องมันก็จบไปแล้ว ปัญหาเค้าก็แก้ไปแล้ว เค้าก็กลับเนื้อกลับตัวแล้ว ฟังแล้วก็คงจะให้อภัยเค้ามั้ง (ออกจะแนวชื่นชมในความกล้าหาญที่เค้ามาเล่าให้ฟังเสียด้วยซ้ำ)…

อ่านบล็อกของหลายบริษัทข้างต้น แล้วมีบริษัทที่ทำให้รู้สึกอย่างนี้บ้างมั้ยอะ?

ปล; เราก็แสดงความคิดเห็นไปเรื่อยนะ ไม่ได้ไปอ่านบล็อกเค้าหรอก อ่านภาษาอังกฤษแล้วผื่นจะขึ้น…แพ้อย่างรุนแรง เอิ้กๆ :lol:

by ;-) on April 19, 2007 at 11:08 am. #

คนส่วนมากเลือกจะติดสินบน ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกนะ…แต่ก็อดรู้สึกไม่ค่อยดีนะ…ตอนนี้แนวทางของธุรกิจ เป็นไปในทางที่ต้องเน้นความโปร่งใส และความยั่งยืนมากกว่า…ถ้าแม้บริษัทของตัวเองทำอะไรที่เป็นแง่ลบในสายตาคนอื่น บริษัทก็ต้องหาทางแก้ไขสิ่งนั้น หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทดแทน แม้จะแก้ภาพลักษณ์ไม่ได้ทั้งหมดแต่ในระยะยาวแล้วจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ น้อยลงมาก…
ลองไปหาเรื่อง Corporate Social Responsibility มาอ่านดูนะ ตอนนี้กระแสกำลังมาแรงทั้งในอเมริกา ยุโรป และ เอเซีย…น่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีทีเดียว :wink:

by mariposa on April 19, 2007 at 8:33 pm. #

คงไม่มีใครอยากจะเปิดเผยถึงสิ่งแย่ๆ ที่ตัวเองทำ การเปิดเผย ถึงจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็คงรับไม่ได้หากโดนครหาไปหลายปี

ถ้าเป็นผม ผมก็เลือกไม่ถูกเหมือนกัน ใจนึง ไม่อยากติดสินบนหรอก เพราะรู้ว่ามันไม่ดี ใจนึงก็ไม่อยากโดนมองหน้าเหมือนไอ้ฆาตกร

เฮ่อ ลำบากใจ

by Pat on April 23, 2007 at 7:54 am. #

Leave your comment

Required.

Required. Not published.

If you have one.