Cost Flow Assumptions
มาคุยเรื่องสนุกๆเกี่ยวกับบัญชีกันดีกว่า
สมมุติว่าเรามีบริษัทขายสินค้าอะไรสักอย่างนึง (แค่อย่างเดียว) สินค้าที่เราขายถูกเก็บอยู่ในคลังสินค้า ซึ่งกองสินค้าในคลังนั้นประกอบไปด้วยสินค้าชนิดเดียวกัน แต่ราคาต้นทุนไม่ได้เท่ากันทุกชิ้น เพราะว่าเกิดจากการสั่งซื้อคนละเวลา คนละจำนวนกัน
คราวนี้เวลาเราขายของ ส่วนใหญ่เราก็คงจะเอาของที่อยู่ในคลังมานานแล้ว ขายออกไปก่อน เพราะว่าถ้าเก็บไว้นานอาจจะหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ หรืออะไรก็ตามแต่ เราเรียกการที่เราเอาของที่เข้ามาก่อน ให้ออกไปก่อนว่า First-In First-Out (FIFO) ซึ่งการขายของส่วนใหญ่ก็คงจะทำอย่างนี้กัน
ในการทำธุรกิจขายสินค้า เราก็ต้องมีการลงบัญชีเอาไว้ว่าเราขายไปราคาเท่าไหร่ ของที่ขายไปนั้นต้นทุนเท่าไหร่ เอามาลบกันก็จะได้ออกมาเป็นกำไรที่เกิดจากการขายนั้นๆ
กำไร = รายได้ – ต้นทุนสินค้า
แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องลงบันทึกทุกๆครั้งที่มีการขาย เราอาจจะสรุปเป็นรายเดือนก็ได้ ก็จะได้เป็น
กำไรต่อเดือน = รายได้รวม – ต้นทุนสินค้ารวม
ในการคำนวณต้นทุนสินค้ารวมนั้น ถ้าคิดตาม common sense ก็คงจะเป็นว่า เราขายของชิ้นไหนบ้าง ก็เอาราคาของๆแต่ละชิ้นนั้นมาบวกกัน ก็กลายเป็นยอดรวมแล้ว ซึ่งมันก็ถูกต้อง แต่เรามีทางเลือกในการคำนวณอื่นๆ อีกในทางบัญชีคือ
- Average Cost
- First-In First-Out
- Last-In First-Out
ลองสมมุติว่าในคลังสินค้าของเราประกอบไปด้วย
สินค้า A ล๊อตที่ 1 ซื้อมา 10 บาท จำนวน 1,000 ชิ้น
สินค้า A ล๊อตที่ 2 ซื้อมา 12 บาท จำนวน 1,400 ชิ้น
สินค้า A ล๊อตที่ 3 ซื้อมา 16 บาท จำนวน 2,000 ชิ้น
เราจะใช้วิธีการบันทึกแบบ สิ้นเดือนแล้วค่อยมานั่งรวมทีเดียว … ในเดือนนี้เราขายของไปทั้งหมด 2,200 ชิ้น
Average Cost จะคำนวณยอดต้นทุนโดยการเอาทั้งหมดนั่นน่ะ มาหาค่าเฉลี่ย แล้วก็คูณด้วย 2,200 ชิ้น ก็จะได้ออกมาเป็นต้นทุนรวม ในกรณีนี้คือ ((10×1000) + (12×1400) + (16×2000)) / (10+12+16) = 13.36 บาทต่อชิ้น แล้วได้ต้นทุนรวมเป็น 29,392 บาท
First-In First-Out จะคิดโดยการไล่รวมราคาของสินค้าที่ซื้อมาก่อน ไปหาสินค้าที่ซื้อมาหลังสุด ในที่นี้ก็จะเอา 1000 ชิ้นที่ซื้อมาล๊อตแรก รวมกับ 1200 ชิ้นของล๊อตที่ 2 ก็จะกลายเป็น 2200 ชิ้นที่มีการขายไปของเดือนนี้ รวมต้นทุนรวมก็จะได้เป็น (10*1000) + (12*1200) = 24,400 บาท
Last-In First-Out จะกลับกันกับ FIFO โดยการเอาสินค้าที่ถูกซื้อมาล่าสุดก่อน ไล่ไปหาสินค้าที่เก่ากว่า ในที่นี่ก็คือ 2000 ชิ้นจากล๊อตล่าสุด (ล๊อตที่ 3) บวกกับ 200 ชิ้นจากล๊อตถัดไป ได้ต้นทุนรวมเป็น (16*2000) + (12*200) = 34,400 บาท
คงจะเริ่มงง เพราะตอนแรกเราพูดถึงว่า เราขายของไปแบบ FIFO แต่ทำไมเวลาลงบัญชีถึงทำได้ตั้ง 3 วิธี แล้วแต่ละวิธีก็ดันได้ต้นทุนรวมออกมาไม่เหมือนกันอีกด้วย (จริงๆมีอีกวิธี แต่ใช้คนละกรณี) … วิธีเหล่านี้มันเป็นการคำนวณต้นทุนของสินค้าที่เราขายไป เพื่อไว้สำหรับการลงบันทึกในระบบบัญชีเท่านั้น ไม่ใช่ค่าต้นทุนของสินค้าจริงๆที่เราขายไป ในภาษาอังกฤษการทำอย่างนี้เรียกว่า Cost Flow Assumptions ซึ่งแปลมาเป็นไทย(แบบผมแปลเอง) คือการสมมุติค่ารวมของต้นทุน … ชื่อก็บอกว่ามันเป็นการสมมุติ (Assumptions) เท่านั้น ถึงจริงๆ แล้วเราจะเอาของที่เก่าที่สุดขายไปก่อน แต่ถ้าเราใช้วิธีบันทึกแบบ LIFO สินค้าที่มาล่าสุดจะถูกลงบันทึกว่าขายไปก่อน
ถามว่าทำไมต้องให้มันยุ่งยากด้วย … คือถ้าเราไปนั่งจดราคาจริงๆของๆที่เราขายแต่ละครั้งเนี่ย มันยุ่งยาก (จนเกือบเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับธุรกิจใหญ่ๆ) ลองคิดว่าเมื่อก่อนมันไม่มีคอมพิวเตอร์ เป็นกระดาษทั้งหมด แล้วต้องมานั่งบันทึกว่าซื้อมาเท่าไหร่ ขายของอันไหนไปบ้าง ของอันนั้นราคาเท่าไหร่ … ถ้าเป็นธุรกิจที่ขายของวันละเป็นพันชิ้น คิดดูว่าต้องเหนื่อยแค่ไหนในการบันทึกเรื่องคลังสินค้า (ต้องมาจดว่าหยิบของชิ้นไหนไป ของชิ้นนั้นราคาเท่าไหร่)
เค้าก็เลยใช้วิธีคำนวณแบบที่ว่านี่แทน … แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียของมันเอง เราลองสมมุติอีกทีว่าที่เราขายไป 2,200 ชิ้นนั้นน่ะ เราได้เงินมา 50,000 บาท มาคิดกำไรโดยใช้ต้นทุนรวมของแต่ละวิธี ก็จะได้เป็น
Average Cost
50,000 – 29,392 = 20,608 บาท
FIFO
50,000 – 24,400 = 25,600 บาท
LIFO
50,000 – 34,400 = 15,600 บาท
จะเห็นว่า ในเมื่อต้นทุนรวมไม่เท่ากัน ก็ทำให้กำไรที่ได้ไม่เท่ากัน (มันไม่เท่ากันในทางบัญชี แต่กำไรในโลกความเป็นจริงก็เท่ากันไม่ว่าจะใช้วิธีไหน)
การใช้วิธี Average Cost นั้นเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แล้วก็ไม่ต้องรู้ด้วยว่าของในคลังสินค้าอันไหนเก่าอันไหนใหม่ … เช่นถ้าเราขายตะปู เวลาเราซื้อมา ก็ซื้อมาเป็นกิโลๆ แล้วก็เอามาเทรวมกัน พอจะขาย ก็ตักออกไปขายเป็นกิโลๆไป ไม่มีใครมานั่งดูว่าตะปูตัวนี้ซื้อมาวันนี้ๆ ควรจะขายออกไปก่อน (ถ้าบรรจุตะปูเป็นกล่องๆไปก็ว่าไปอย่าง)
ถ้าเป็นวิธี FIFO จะเห็นว่าเราได้กำไร (ทางบัญชี) เยอะที่สุด ซึ่งมันช่วยทำให้สมุดบัญชีเราดูดี ดูหล่อ (ทั้งๆที่จริงๆ มันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น)
ส่วนวิธี LIFO ถามว่าวิธีนี้มันมีดีอะไร กำไรที่แสดงออกมาก็น้อย สับสนอีกต่างหาก เพราะมันบันทึกกลับกันกับการขายจริงๆ … แต่ข้อดีของมันอยู่ที่การที่กำไรที่แสดงออกมาน้อยๆนี่แหละ มันช่วยลดภาษีที่เราจะต้องจ่ายให้รัฐ! เพราะภาษีมันคำนวณจากกำไรที่เราได้ (ในบัญชี) ในเมื่อกำไรที่แสดงออกมามันน้อย เราก็จ่ายภาษีน้อยตามไปด้วย … แต่มันก็มีความเสี่ยงของวิธีนี้อยู่
การใช้ LIFO แล้วทำให้กำไรออกมาน้อยที่สุด ก็เพราะว่าเราหักลบราคาสินค้าที่เราขายไป กับต้นทุนสินค้าที่เราซื้อมาล๊อตล่าสุด ซึ่งมักจะเป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุด เนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ … พอเราขายสินค้าล๊อตล่าสุดไปแล้ว คลังสินค้าเราก็จะเหลือสินค้าล๊อตแรกๆที่ยังไม่ถูกขาย (ยังไม่ถูกขายในทางบัญชี แต่จริงๆจะขายไปแล้วหรือยัง ไม่ได้สำคัญ) พอขายได้ เราก็สั่งสินค้าเข้ามาเพิ่ม แล้วก็ขายสินค้าออกไปอีก โดยลงบันทึกว่าขายของใหม่ออกไปเหมือนเดิม … ทำให้สินค้าล๊อตแรกๆของเราเหมือนยังไม่ถูกขายออกไปซะที เพราะเมื่อเราได้ของใหม่มา เราก็ลงบัญชีว่าเราขายของใหม่ไป … แต่ความเสี่ยงคือ ลองคิดว่าเราทำธุรกิจอย่างนี้ซัก 50 ปี ซื้อมาขายไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ดีๆวันนึงของที่เราสั่งดันไม่มาตามนัด ทำให้ของที่เหลือในคลังค่อยๆหมดไป เพราะลูกค้าเราก็ยังมาซื้อไป … ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ของหมด … เมื่อเราใช้ LIFO ในบัญชีของเรามันจะระบุว่าเรามีของที่เพิ่งสั่งมาไม่นาน กับของเมื่อสมัย 50 ปีที่แล้ว (ที่ยังไม่ถูกขายออกไปทางบัญชี) แล้วเมื่อของใหม่ถูกตัดออกจากบัญชีไปเรื่อยๆ ตามวิธีการของ LIFO จนหมด มันก็ถึงคิวของสินค้าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว (ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราไม่ได้เก็บของไว้นานขนาดนั้น มันแค่ถูกบันทึกอยู่ในบัญชีเฉยๆ)
เพื่อเน้นให้เห็นภาพ ข้างล่างนี่จะแสดงของที่อยู่ในคลังสินค้าของเรา ในทางบัญชีเทียบกับของที่อยู่ในคลังจริงๆ
ทางบัญชี: ของเมื่อ 50 ปีที่แล้ว 100 ชิ้น + ของที่เพิ่งสั่งมาไม่นาน 20 ชิ้น
ในความเป็นจริง: ของที่เพิ่งสั่งมาไม่นาน 120 ชิ้น
จะเป็นว่าเมื่อรวมกันมันก็เท่ากับ 120 ชิ้นทั้ง 2 แบบ แต่ค่าต้นทุนที่จะถูกระบุเอาไว้ในบัญชีมันไม่เท่ากัน ของเมื่อ 50 ปีที่แล้ว สมมุติว่าถูกลงเอาไว้ว่ามีค่า 10 บาท แต่ของที่เพิ่งสั่งมาไม่นานสมมุติว่าลงเอาไว้ว่ามีค่า 400 บาท ซึ่งต่างกันลิบลับ … ให้ปัจจุบันเราขายสินค้านี้ในราคา 500 บาท … ลองมาดูต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ปกติขายสินค้าที่เพิ่งซื้อมา ซึ่งมีค่า 400 บาท จะลงบันทึกว่าได้กำไร
500 – 400 = 100 บาท
ภาวะขาดแคลนสินค้าในคลัง สินค้าราคา 400 บาทถูกหักออกไปจากบัญชีจนหมด เหลือแต่ราคา 10 บาท จะลงบันทึกว่าได้กำไร
500 – 10 = 490 บาท
จะเป็นว่าเราได้กำไรทางบัญชีเพิ่มขึ้นจาก 100 บาทเป็น 490 บาท เหมือนจะดีใช่มะ จริงๆไม่ใช่ … ปัญหาคือ กำไรเพิ่ม ภาษีก็เพิ่ม แล้วถ้าลองคิดว่าเราต้องจ่ายภาษี 10% ของกำไร … จากที่ปกติเราจ่ายแค่ 10 บาท กลายเป็นว่าเราต้องจ่าย 49 บาท … อย่าลืมว่า นี่เป็นกำไรทางบัญชี จริงๆเราไม่ได้กำไรมากถึง 490 หรอก อาจจะได้กำไรแค่ 120 บาท ถ้าหักภาษี 10 บาทก็ยังได้เงิน 110 บาท นี่ถ้าต้องมาถูกหัก 49 บาท ก็จะเหลือได้เงินแค่ 61 บาท … หายไปเกือบ 45%!!! … เรียกสั้นๆได้ว่า หายนะ ครับ
วิธีแก้คือ อย่าให้ของมันหมด แค่นั้นเอง
อ่านแล้วเข้าใจ หรือไม่เข้าใจก็บอกด้วยนะครับ
สงสัยต้องรอยุค RFID
mk
23 Feb 07 at 12:26 am
T-T ฮือ ๆ ๆ ยากอ่ะ ตกลงคุณ panu ไปเรียน MBA นี่หว่า ผมนึกว่าไปเรียนคอมซะอีก
พี่ไท้
23 Feb 07 at 12:50 am
จริงๆแล้วเรียน MIS น่ะครับ :-p แต่หลายตัวก็เป็นวิชาเดียวกับของ MBA
panuta
23 Feb 07 at 1:29 am
http://house.exteen.com/20070223/entry
^^ ตอบ!
house
23 Feb 07 at 3:03 am
อ่านแล้วได้ความรู้ และเข้าใจง่ายดี ขอบคุณครับ
Wee
23 Feb 07 at 9:57 am
ถ้าอย่างนั้น
เวลาทำการบันทึกบัญชีก็ต้องเลือกวิธีที่ทำให้ได้กำไรน้อยที่สุด
เพื่อเวลาหักภาษีจะได้เสียน้อยๆป่ะคะ?
แล้วส่วนใหญ่ทางธุรกิจเค้าใช้แบบไหนล่ะคะ?
นัท
3 Mar 07 at 4:03 am
ใบตอง
15 May 07 at 12:19 am
ขอบคุณมากมายเลยคร่าาา กำลังงงอยู่พอดี ช่วยได้เยอะเลย วันหลังมาให้ความรู้ใหม่นะคะ
Aussie Obby
26 Oct 07 at 6:15 am
กระจ่างดีครับ ขอบคุณมากเลยครับอ่านแล้วเข้าใจง่ายดี
เบียร์
20 Mar 10 at 8:21 am
ม่ค่อยชัดเจนเรยยอ่า~ขร๊
อทิ๊บายกำกวมยังยุวนร้
เรยเอาข้อมูนปัยไชม่ได
ac
16 Jun 10 at 11:29 pm