ผมเป็นคนที่เป็นหวัดบ่อยและหายช้า โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้จำได้ว่ากว่าจะหายก็ไม่ต่ำกว่า 2 อาทิตย์ หรือบางครั้งก็กินเวลาเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว

เมื่อก่อนจะใช้วิธีอัดยาเข้าไป โดยยาที่มักจะอัดก็มีดังนี้

  • ยาลดน้ำมูก มักจะกินก่อนนอนเพราะกินแล้วง่วง
  • พาราเซตามอล กินเฉพาะเวลาที่ไอจนปวดหัว
  • กํากิกเผี่ยง ใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ
  • มายเซพติค มายบาซิน ซิงค์ เอาไว้บรรเทาอาการไอเช่นกัน
  • ฯลฯ

อย่างที่รู้กันว่ายาแก้หวัดนั้นจริงๆ แล้วไม่มีในโลก การแพทย์ในปัจจุบันทำได้แค่รักษาตามอาการ เช่น น้ำมูกไหลหรือไอ แต่ถ้าเชื้อยังอยู่ วิธีอย่างนั้นก็ไม่ค่อยจะได้ผลซักเท่าไหร่นัก

ช่วงหลังๆ มานี้ผมเริ่มลองวิธีการรักษาแบบใหม่โดยที่ไม่ต้องใช้ยา ผมใช้วิธีสังเกตตัวเองว่าเมื่อตัวเองกำลังจะเป็นหวัด (เช่นเริ่มจามแล้วมีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมา) ก็ให้จิบน้ำอุ่นๆ เน้นว่าให้จิบน้อยๆ แต่บ่อยๆ (ทุก 5-10 นาที) จิบมันไปทั้งวันนั่นแหละ แล้วก็พักผ่อนร่างกายให้เยอะเข้าไว้ เดี๋ยวภูมิต้านทานในร่างกายของเรามันก็ไปสู้กับเชื้อโรคของมันเอง ไม่ต้องไปอัดยาอะไรมากมาย

เท่าที่ได้ลองวิธีนี้มา 2 ครั้ง พบว่าสามารถหยุดอาการของหวัดได้ตั้งแต่วันแรกๆ ทำให้ระยะเวลาที่เป็นหวัดน้อยลงเหลือแค่ 2-3 วันเท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อ! ใครเป็นหวัดบ่อยๆ ก็อยากให้ลองใช้วิธีนี้ดู ได้ผลอย่างไรก็เอามาบอกกันบ้าง

“มีใครบอกเธอรึเปล่าว่าเธอสวยขึ้นเยอะเลยนะ” หนุ่มพูดกับสาว

“บ้า… ไม่มีหรอก” สาวเขินอาย

“ก็จริง คงจะไม่มีใครบอกหรอก” หนุ่มว่า

เอวัง

บางคนเจอกันเอาแต่คุยเรื่องคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น บางคนเจอกันต่างแชร์ประสบการณ์และเรื่องราวดีๆ ให้กัน

คุณอยากอยู่ในวงสนทนาแบบไหน?

อันนินทากาเลนั้นเปรียบได้ดั่งลูกกวาดสีสันสดใส รสชาติหวานติดตรึงใจใครได้ลิ้มลองเป็นต้องเรียกร้องโหยหา หากเพียงได้รู้ว่าความหวานเป็นเพียงความสุขชั่วครู่ สิ่งที่ซ่อนอยู่แท้จริงคือยาพิษที่กัดกร่อนร่างกายจากข้างในทีละน้อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ได้กลายเป็นผู้เสพติดความหวาน ดิ้นรนขวนขวายหาสิ่งที่หวานยิ่งขึ้นไป ด้วยร่างกายที่เริ่มจะอ่อนล้า สายตามืดมัว และพูดไม่เป็นปกติอีกต่อไป

ลองมองตัวเองดูว่าชอบกินลูกกวาดแค่ไหน?

Life of Pi

I suppose in the end, the whole of life becomes an act of letting go, but what always hurts the most is not taking a moment to say goodbye.

 

(ไม่มี spoil)

ผมว่าการได้ดูหนังดีๆ ในโรงหนังเนี่ยถือว่าเป็นโชคดี โดยเฉพาะกับผมซึ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสไปดูหนังในโรงหนังบ่อยนัก ผมว่าวันนี้ผมโชคดีเป็นครั้งที่สองติดต่อกันแล้วหลังจากที่ได้ดู Life of Pi จบ (ครั้งแรกเกิดขึ้นกับเรื่อง Cloud Atlas)

ตอนแรกก็นึกว่าหนังเรื่องนี้เป็น Drama ธรรมดาๆ แต่พอได้รู้ตอนจบจากพี่คนหนึ่งเข้า ก็เกิดอาการอยากไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงให้ได้ ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้มีแผนชัดเจนว่าจะไปดูตอนไหน แต่จู่ๆ แผนก็มาแบบกระทันหัน เลยทำให้ได้มีโอกาสดูในวันนี้ (ขอบคุณคนชวน)

ผมแนะนำให้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้แบบไม่ต้องรู้อะไรมาก่อนเป็นดี เป็นหนังสนุก ไม่น่าเบื่อ และภาพสวยมาก

ผมเชื่อว่าทุกคนมีคำพูดหรือความรู้สึกที่เก็บกดเอาไว้ข้างในไม่ได้ระบายมันออกมา อาจเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เราต้องเก็บมันเอาไว้อย่างนั้น บางคนอาจมีเก็บไว้มาก บางคนอาจมีเก็บไว้น้อย แตกต่างกันไป

แล้วผมก็เชื่อว่าเรามีรหัสลับที่สามารถไว้ใช้ถอดรหัสสิ่งเหล่านั้นได้ รอเพียงใครสักคนเดินมาแล้วพูดหรือกระทำในสิ่งที่ตรงกับรหัสลับนั้นๆ คำพูดหรือความรู้สึกที่เก็บสะสมไว้ข้างในก็จะไหลพรูออกมาเหมือนกับสายน้ำ

ผมรู้สึกว่ารหัสลับของผมมันยากเกินไป


Tunnel