ถึงเวลาจะผ่านล่วงเลยไปสักแค่ไหน หนังสือเล่มหนึ่งๆก็ไม่เคยเปลี่ยน คราบเหลือง รอยย่น และสีสันที่จางลงไปของหนังสือก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น เนื้อหาที่อยู่ภายในมันไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเลย … กาลเวลาของมันหยุดลงไปนานแล้วเมื่อตอนที่มันถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ
แต่กับคนเราแล้ว สภาพร่างกาย ความคิด และสิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วแต่ผันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แย่ลง หรือคงเดิม ก็คงแล้วแต่ว่าใครคนนั้นจะมองตัวเองอย่างไร
เมื่อสิ่งๆหนึ่งที่หยุดนิ่ง ถูกเอากลับมาอ่านอีกครั้งโดยสิ่งๆหนึ่งที่เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็เปลี่ยนแปลง …
เกริ่นมานานกว่าจะเข้าเรื่อง สิ่งที่อยากเขียนคือหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว “The Missing Piece Meets the Big O” ของ Shel Silverstein หรือชื่อภาษาไทยคือ “การเดินทางของส่วนที่หายไป”
ดูรูปปกแล้วก็คงเป็นที่คุ้นตากัน หลายคนก็คงเคยอ่านกันแล้ว มันเป็นหนังสือภาพวาดที่มีคำบรรยายสั้นๆ สามารถเปิดอ่านได้จบภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที แต่การจะเข้าใจถึงสิ่งที่มันสื่ออย่างกระจ่างแจ้งนั้น อาจจะต้องใช้เวลาเนิ่นนานหลายปีเลยทีเดียว
ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสอ่าน (จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าอ่านที่ร้าน ฮ่าๆ) ก็เข้าใจความหมายของมันแค่ส่วนหนึ่งว่าเป็นการตามหาถึงสิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตเรา ด้วยความหวังว่าเมื่อเราเจอแล้ว เราจะมีความสุขไปตลอดกาล happily ever after แต่ตอนนั้นที่อ่าน ผมไม่เข้าใจช่วงท้ายๆของหนังสือว่าทำไมเรื่องราวยังไม่จบหลังจากเจอส่วนที่ขาดหายไปแล้ว ทำไมส่วนนั้นถึงโตขึ้น และการกลิ้งไปเรื่อยๆจนตัวมันหลายเป็นวงกลมที่สมบูรณ์หมายถึงอะไร … ถึงแม้จะมีคำถามผุดขึ้นมา แต่ก็ไม่เคยคิดจะหาคำตอบ ปล่อยมันทิ้งไว้กับหนังสืออยู่อย่างนั้น
ไม่ร้ว่ากลับมาคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอีกได้อย่างไร ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีหนังสืออยู่ข้างๆ ไม่ได้เห็นคนอื่นเขียนถึง และไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวข้อง … แต่เมื่อนึกถึงมันอีกครั้ง คำถามหลายๆอันก็เหมือนจะมีคำตอบขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว
ให้พูดสรุปเลยก็คือ … ชีวิตเราไม่ได้อยู่ที่การตามหาสิ่งที่ขาดหายไป มันไม่ใช่คำตอบของสิ่งที่เราใฝ่ฝัน … เราเอง ต้องเติมเต็มตัวเราเอง แล้วค่อยกลิ้งไปพร้อมๆกับคนที่เติมเต็มแล้วเหมือนกัน
รูปสุดท้ายในหนังสือ (รูปที่วงกลมสองวงกลิ้งไปด้วยกัน) แสดงถึงแนวคิดทั้งหมดที่หนังสือพยายามสื่อมาตั้งแต่ต้น (ในมุมของผม) เป็นรูปวาดหยาบๆ ที่ทั้งหน้ามีเส้นที่ต้องลากแค่ 3 เส้นเท่านั้น แต่ความหมายเบื้องหลังของมันกลับล้ำค่า และเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้อย่างจริงๆจัง ด้วยการมอง การอ่าน หรือการฟังคนอื่นเล่าต่อมา
ถ้าจะมีความสุข ความสุขนั้นก็ควรเกิดขึ้นจากภายในตัวเราเอง คนอื่นเป็นเพียงส่วนเสริมที่จะมีหรือจะหายไป เราก็ยังคงความสุขของเราไว้ได้ … ถ้าจะมีฝัน ความฝันนั้นก็ต้องเป็นของเรา เราเอาฝันคนอื่นมาฝันร่วมกันได้ แต่เอามาแล้วก็ต้องทำให้เป็นของเราจริงๆด้วย
คนสองคนถึงจะไ่ม่มีอะไรมายึดเหนี่ยวระหว่างกันและกัน แต่มันก็กลิ้งไปด้วยกันได้ มีความสุขด้วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกัน แต่ละคนก็เป็นเอกเทศซึ่งกันและกัน … ไม่มีการยึดติดถึงคำๆใด ไม่มีห่วงโซ่คล้องเอาไว้ และไม่มีเครื่องหมายใดแสดงความเป็นเจ้าของ
คนอื่นอาจจะตีความหนังสือเล่มนี้ต่างกันออกไปบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่คุณผิดผมถูกอะไร ผมก็ไม่มั่นใจ 100% ด้วยว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้วาดต้องการสื่อจริงๆ … แต่อ่านมาถึงตรงนี้ อย่างน้อยคุณก็ได้รู้มุมของผมนะ
มีหนังสืออีกเล่มที่คล้ายๆกันคือ “The Missing Piece” หรือ “ส่วนที่หายไป” ซึ่งก็สื่อในอีกประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่ผมชอบเล่มแรกมากกว่า
ผมลองหาจากในอินเทอร์เนตแล้วก็เจอบทความของคุณคนชายขอบที่เขียนถึงหนังสือเด็กที่ผู้ใหญ่ควรอ่าน ผมตามอ่านเว็บของคุณคนชายขอบมาซักพักแล้วแต่บทความนี้ไม่เคยเห็นแฮะ (ก็เขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2005 นี่นา) ในเว็บเค้ามีไฟล์หนังสือสองเล่มนี้ที่เค้าแปลไว้เอาไว้ด้วย (รวมถึงหนังสือเล่มอื่นๆ) ลองเข้าไปดูกันนะครับ
ถ้าอยากอ่านเป็นภาษาอังกฤษ ก็มีเว็บนี้เค้าทำเป็นอนิเมชันให้อ่านได้ทั้งเล่มเลย หรือจะดูเป็นวิดีโอจาก YouTube ก็สุดยอด (ในวิดีโอใช้หนังสือฉบับภาษาไทย แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษ)
ปล. ลองเข้าไปที่เว็บของ Shel Silverstein ด้วยนะ เก๋ดี
Category: personal
จากบทความในเว็บ A List Apart ที่มีชื่อเก๋ๆว่า Community: From Little Things, Big Things Grow เขียนโดย George Oates คนออกแบบเว็บ flickr
บทความนี้พูดถึงการสร้าง community ขึ้นมาในเว็บ flickr ซึ่งเป็นเว็บหนึ่งที่มีชุมชนที่มีความกระตือรือร้นและเข้มแข็งพอสมควรเลยทีเดียว โดยจะเห็นได้จากการตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นมามากมายภายในเว็บ การแสดงความเห็นต่างๆ และการพูดคุยกันในกระดานสนทนา เป็นเว็บสำหรับคนรักการถ่ายรูปหรือชอบดูรูปที่ไม่เงียบเหงาเลย
การจะสร้างชุมชนขนาดนั้นขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ข้ามคืน มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความสามารถ ก่อตั้งรากฐานที่มั่นคง และตัวยึดจับที่เหนียวแน่น ภายในบทความพูดถึงแง่มุมหลายมุมเกี่ยวกับการสร้างชุมชนที่คนใช้ flickr บางคนอาจจะสังเกตุได้ แต่บางคนอาจจะไม่รู้ตัว อย่างเช่นการใช้ภาษาในส่วนของ user interface ที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ หรือการตั้งกฏอย่างหลวมๆ และเขียนกฏนั้นด้วยภาษาที่สามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย ฯลฯ แต่แง่มุมสำคัญของบทความเลยก็คือ การปล่อยให้ผู้ใช้ได้ปลดปล่อยจินตนาการออกมา ให้ผู้ใช้รู้สึกสนุกเมื่อได้เล่น เมื่อได้ลอง … ตรงนี้เป็นเรื่องทั้งทางเทคนิคและทางสังคมที่จะต้องเสริมซึ่งกันและกัน
ในบทความยังพูดถึงว่า การสร้างชุมชนขึ้นมานั้น ต้องค่อยๆสร้างด้วยความระมัดระวัง และต้องคอยดูแลอยู่เสมอๆ ถึงจะไม่ได้ไปกำกับว่าต้องทำอะไรยังไง แต่ก็ต้องคอยสังเกตุสิ่งผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้น คนที่จะมาดูแลตรงนี้ต้องมีทักษะในการสื่อสารค่อนข้างสูง และมีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงอีกด้วย
ถ้าจะสร้างชุมชนแบบนี้ขึ้นมาในไทยก็ไม่รู้จะเป็นยังไงนะ เว็บเกี่ยวกับการถ่ายรูปที่คนไทยใช้ก็มีอยู่หลายเว็บ ทั้ง Multiply, 2how, Pantip ห้องกล้อง, ThaiDPhoto ฯลฯ หลายที่ก็เป็นในแนวเว็บบอร์ด มีที่ Multiply ซึ่งเป็นเว็บ Social Network คนถ่ายรูปหลายคนไปปักหลักกันที่ Multiply ทั้งๆที่เมื่อเทียบกันแล้ว flickr มีอะไรที่เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปมากกว่าเยอะ (มาก) … แต่ด้วยความที่ flickr จำกัดปริมาณรูปสำหรับการใช้แบบฟรี และมีคนไทยจำนวนไม่มากที่ใช้ flickr ก็เลยทำให้ Multiply กลายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า … อีกอย่างนึงคือ flickr จัดการรูปโดยใช้ระบบ Collection และ Set ซึ่งน่าจะสร้างความฉงนให้กับคนที่คุ้นเคยกับระบบ Album อยู่พอสมควรในช่วงแรกๆ (เรื่องภาษานี่ไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนในการตัดสินใจแค่ไหน แต่คิดว่าไม่เยอะมาก เพราะ Multiply ที่มีปัญหาในการแสดงภาษาไทยพอสมควรในช่วงแรกๆ ก็ยังมีคนไปใช้เลย)
สมมุติว่าอยู่มาวันหนึ่ง มีเว็บที่เหมือนกับ flickr เปี๊ยบ เกิดขึ้นมาในประเทศไทย จะมีคนใช้แค่ไหนนะ แล้วจะมีสักกี่คนที่ยอมจ่ายค่าบริการ … คาดว่าคงจะมาเขียนเรื่องเว็บประเภทนี้ในประเทศไทยอีกทีหนึ่ง
บทความเกี่ยวกับ flickr นี่เจอมาจาก Is Flickr Worth $4-Billion? ซึ่งเป็นบทความที่ค่อนข้าง short-sight ในความคิดผม อย่าไปอ่านมันเลย
Category: personal
สำหรับผมแล้วนั้น ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของวัน ก็คงเป็นช่วงอาบน้ำนี่แหละ … ยืนให้น้ำจากฝักบัวไหลผ่านร่างกายไปเรื่อยๆ และคิดจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่ก็เป็นช่วงที่ความคิดนั้นโลดแล่นมากที่สุด จากเรื่องหนึ่งก็คิดต่อไปอีกเรื่องหนึ่งและก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง หลายครั้งก็เกิดเป็นไอเดียแปลกๆ สนุกๆ ที่จดเอาไว้รอเวลาและโอกาส บางครั้งก็คิดถึงปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ของงานที่ทำ บ้างก็จินตนาการเรื่อยเปื่อย คิดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคตบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตบ้าง คละเคล้าปนเปกันไปในแต่ละวัน … ถ้าจะลองย้อนทบทวนดูแล้ว ก็คงพบว่าแต่ละวันนี่ไม่ซ้ำกันเลย
เป็นช่วงเวลาที่มีลักษณะคล้ายกับช่วงที่นอนหลับฝันนะ ตรงที่ความคิดและจินตนาการมันโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวา เพียงแต่ว่าในความฝันนั้น เราไม่รู้ว่าเราจะเริ่มฝันด้วยเรื่องอะไร และจบด้วยเรื่องอะไร (นอกจากจะเป็นคนที่ฝึก Lucid Dream) นอกจากนั้นเมื่อเราตื่นขึ้นมา เพียงไม่นานเราก็ลืมเลือนมันไป
ผมชอบอาบน้ำจากฝักบัว มากกว่าอาบน้ำในอ่างแบบคนญี่ปุ่น หรือจะใช้ขันตักแบบสมัยก่อน มันทำให้เราไม่ต้องไปเพ่งสมาธิกับจุดอื่นนอกจากยืนเฉยๆ และปล่อยให้น้ำมันไหลผ่านไป … การที่มีสายน้ำไหลผ่านนั้นก็รู้สึกเหมือนเป็นการกระตุ้นความคิดให้มันไหลออกมาด้วย นอกจากความสดชื่นที่สายน้ำมอบให้กับความคิดและร่างกายแล้ว
ไม่ต้องบอกก็คงเดาไม่ยากว่าผมชอบไปยืนใต้น้ำตกมากแค่ไหน … (ยกเว้นพวกน้ำตกสูงๆ นั่นเรียกว่าฆ่าตัวตายแล้ว ฮ่าๆ … แต่จะว่าไป พวกน้ำตกสูงๆมันก็ไม่มีที่ให้ยืนใต้น้ำตกหรอก)
Category: personal
วันนี้เป็นวันเรียนวันแรกของเทอม Summer ซึ่งเทอมนี้ผมลงตัวเดียว (กับฝึกงานอีกหนึ่ง) ซึ่งก็คงเป็นเทอมสบายๆ ก่อนจะจบ … ใช่ เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายแล้วของการเรียนที่นี่
วิชาที่ลงเทอมนี้คือ LAN Administration ซึ่งก็เป็นวิชาง่ายๆ ที่คาดว่าคงจะไม่ได้อะไรเท่าไหร่ (ลงเพราะมันเป็นหลักสูตรบังคับ) เพราะว่าตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ก็เรียนวิชาพวก Data Communication (สอนโดยอาจารย์อนันต์), Network และ Cisco Lab มาแล้ว … ถึงหลายๆอย่างจะลืมไปบ้างตามกาลเวลา เนื่องจากไม่ได้ใช้งาน แต่หลักสำคัญๆก็ยังคงอยู่ (คิดว่า)
ดูอย่างวันนี้สิ … เรียนการ share folder บน Microsoft Windows (ก็ไม่ใช่ทั้ง class หรอก) … แต่อาจารย์ที่สอนก็เป็นคนที่น่าสนใจอยู่ เขาทำงานกับระบบ Mainframe มาตั้งแต่ยุค 60’s โน่น ตอนนั่งคุยกับเค้า ก็ถามเค้าถึงภาษาโครงสร้างแรกๆที่เค้าศึกษา ซึ่งเค้าก็ตอบว่า COBOL กับ FORTRAN ผมพูดกลับไปว่า “that’s some old language” และเค้าก็ตอบกลับมาขำๆว่า “I’m old” … ได้แต่ขำ ไม่รู้จะตอบกลับยังไงเลย
จะว่าไปเค้าก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเนื้อหาหลายๆอย่างก็รู้ๆกันแล้ว เพราะเค้าพูดเกริ่นไว้ก่อนเลยว่า ถ้าตรงไหนที่รู้อยู่แล้ว จะนั่งทำอย่างอื่นไปก็ได้ เค้าไม่ว่า ถือเป็นการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ … ชอบอาจารย์แบบนี้ ฮ่าๆ
มีอย่างนึงน่าสนใจ ตอนที่เดินเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าอาจารย์ตั้งใจหรือเปล่านะ แต่ไฟแถวหลังของห้องถูกปิดมืด เหลือแค่ 2 แถวหน้าเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้ ทุกคน ที่เดินเข้ามาในห้องเดินไปนั่งแถวหน้าโดยอัตโนมัติ (เพราะขี้เกียจไปเปิดไฟ) … เป็น class แรกในชีวิตที่เห็นทุกคนไปอัดกันอยู่ 2 แถวหน้า! (ปกติเห็นแต่ไปอัดกันแถวหลัง ส่วนแถวหน้าสุดเว้นไว้ให้อาจารย์ได้วางของ ฮ่าๆ ) เทอมก่อนก็มีเรียนวิชาที่ต้องใช้ห้องนี้ มีคนเรียนประมาณเดียวกัน แต่ทุกคนกระจายกันไปแต่ละแถว แถวละคนสองคน อย่างกลับกลัวว่าอยู่ใกล้จะตั้งท้องกันอย่างนั้นแหละ!
นั่งๆเรียนอยู่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ … “Computer network makes distance meaningless”
ปล. เทอมใหม่แล้ว my desk ก็ยังไม่ได้จัด แถมรกกว่าเดิม แหะๆ … เป็นว่า ไว้เรียนจบแล้วค่อยจัดแทนละกันนะ
Category: personal
จากที่เขียนเกริ่นเอาไว้ถึงงาน Looptopia เมื่อวันก่อน มาคราวนี้ก็เป็นเนื้อหาของงานจริงๆที่ไปมาล่ะ
งานนี้เริ่มตอน 5 โมงเย็น ตอนกลางวันก็นั่งทำความสะอาดเลนส์ กับเช็คพยากรณ์อากาศทุกๆครึ่งชั่วโมง ฮ่าๆ ก็เพราะพยากรณ์มันบอกว่าจะมีพายุฝน แต่ในใจก็ยังหวังอยู่ว่าจะไม่มี หรือมีไม่มาก อากาศข้างนอกตอนช่วงกลางวันนั้นก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน มีฝนตกเบาๆอยู่เป็นช่วงๆ ถ้าช่วงเย็นๆมีฝนตกหนัก ก็อาจจะต้องล้มแผนไป … ไม่ใช่เพราะกลัวฝนอะไรหรอก กลัวกล้องมันจะเปียกเอา แถมการแสดงก็ไม่รู้ว่าจะยกเลิกรึเปล่า
แต่เอาเข้าจริงๆ พอถึงเวลาซักบ่ายสาม ถึงฟ้าจะยังครึ้มเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีฝนตก เลยตัดสินใจ … ถึงไหนถึงกัน
นั่งรถไฟเข้าเมือง ก็แวะไปเดินเล่นที่ Apple Store ก่อน เพราะในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็น Macbook Air เลย ฮ่าๆ ไปเล่น Aperture 2 จาก Macbook Pro ในร้าน ลองเล่นอยู่ซักพัก ก็สนุกดี ไม่รู้ว่าเวลาใช้จริงแล้วจะเป็นยังไงเมื่อเทียบกับ Adobe Lightroom ที่ใช้อยู่ ยังไงก็ตาม ก็ไม่มีเครื่อง Mac ให้ลองเล่น Aperture ที่ห้องอยู่ดี
ออกจาก Apple Store ก็เดินไปที่ Daley Plaza เพื่อเริ่มต้นงาน Looptopia …
ก่อนจะดูรูป ก็สรุปก่อน … งานนี้ประทับใจพอสมควร มีกิจกรรมเยอะมาก ถึงแต่ละอันจะไม่ได้โดดเด่นแบบอลังการสุดๆ แต่รวมๆหลายๆอันเข้าด้วยกัน ก็เป็นคืนที่สนุกทีเดียว … พยากรณ์บอกว่าฝนจะตก และมันก็ตกจริงๆ ตกหนักพอสมควรด้วย แต่ตกไม่นานเท่าไหร่ ซัก 20-30 นาที ตัวผมนี่เปียกชุ่ม กล้องก็เปียกๆ (น่าสงสาร ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นกล้องที่กันฝนได้แท้ๆ แต่กลับถูกเอามาทรมาน ฮ่าๆ) … เหนื่อยมาก เพราะเดินแทบจะรอบเมือง งานไม่ได้มีอยู่จุดๆเดียว แต่มีเป็นสิบๆจุด จัดพร้อมๆกัน ต้องวางแผนว่าเสร็จจากอันนี้จะไปอันไหน ตัวงานก็จัดอยู่ริมถนนในเมือง คนเดินกลับจากทำงาน ก็เหมือนอยู่ในงานไปด้วยในตัว … อยากให้มีงานแบบนี้จัดบ่อยๆ จังแฮะ

อันนี้เป็นคอนเสิร์ตที่ Daley Plaza ของวง Bang! Bang! … อยู่ตรงนั้นจนจบการแสดงที่สอง แล้วก็เดินออกไปจุดอื่น



อันนี้เป็นการแสดงริมถนนของ Cirque du Soleil ในชุด Kooza Kite Action ซึ่งเป็นเหมือนการแสดงเรียกน้ำย่อย เพราะกลุ่มนี้กำลังจะเปิดการแสดงชุดใหญ่ใน Chicago ซึ่งเป็นการแสดงกายกรรมแบบแนวๆ ที่น่าดูเหมือนกัน (ลองไปดูในเว็บของเค้าดู)
นี่ฝนตก … แต่ฝนแค่ไหน ก็ไม่ทำให้ความตั้งใจหมดไป (สปิริตนักถ่ายรูปแรงกล้า)



อันนี้เป็น Fire dancing ของกลุ่ม Pyrotechniq ซึ่งจัดอยู่ริมแม่น้ำ Chicago … ตอนแรกก็นึกว่าจะยกเลิกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ฝนตกหนักมาก โชคดีจริงๆที่ตกไม่นาน



งานแสดงต่างๆรอบๆเมือง

รูปข้างบนนี่ถ่ายที่ The Crown Fountain ซึ่งคนในรูปนี่คือกำลังเล่น Freeze กันอยู่เลย! (ที่กรุงเทพฯก็เพิ่งเล่นกันไป) … โชคดีมากๆที่เดินไปเจอพอดี ไม่รู้มาก่อนว่ามันจะมี (แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะเล่นกันหลายรอบรึเปล่า ไม่ได้อยู่รอ)

อันนี้รายการ Midnight Circus (แต่จัดตอน 4 ทุ่ม) คนดูเยอะมาก ผมก็พลาดที่ไม่ได้รีบมาก่อน เลยไม่มีที่จะแทรกเข้าไปถ่ายรูปแบบชัดๆ รูปที่ถ่ายมานี่ต้องไปปีนรั้วแถวๆนั้นถ่ายเอา ก็ไม่ใช่มุมที่ดีเท่าไหร่แต่ก็ยังดี … ไม่ได้อยู่ดูจนจบ เพราะมองอะไรไม่ค่อยเห็น เลยไม่ค่อยสนุก แถมการแสดงก็งั้นๆ เลยกลับห้องดีกว่า เป็นการสิ้นสุดงาน Looptopia สำหรับผมแต่เพียงเท่านี้
Category: personal