Menu Sidebar
Menu

Sea / Sand / Song

Life of Panu Tangchalermkul

Recent Comments

    15 หนังที่ตราบางสิ่งให้อยู่ในดวงใจ

    ไม่ได้เรียงตามอะไรทั้งสิ้น

    • Cast Away (2000) หนังบ้าอะไรไม่มีบทพูดยาวเป็นชั่วโมง แต่ดูสนุกมาก (อยู่คนเดียว) หรือเพราะผมเป็น introvert จึงคุ้นเคยกับความเงียบกันนะ
    • Meet Joe Black (1998) ฉากนางเอกขึ้นเตียงกับ Brad Pitt ในเรื่องนี้เป็นสุดยอดที่สุดแล้วของการแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรักตอนมีเซ็กซ์
    • Spirited Away (2001) เป็นหนังเรื่องแรกของ Studio Gibli ที่ได้ดู ตื่นตาตื่นใจกับตัวละครในเรื่องมากๆ จินตนาการโลดแล่นแบบหยุดไม่อยู่ ดูเสร็จก็ต้องไปนั่งไล่หาเรื่องอื่นๆ ของ Gibli มาดูอีกมากมาย
    • In The Mood for Love (2001) เป็นประสบการณ์หนังหว่องเรื่องแรกของผมที่ติดตรึงใจไม่ลืมเลือน และเหมือนจะมาได้ถูกช่วงชีวิต ถ้าได้ดูในวัยก่อนหน้านี้คงไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่
    • A Beautiful Mind (2001) จำได้ว่าตะโกนร้อง “เหี้ย” อยู่ในใจตอนกลางเรื่อง
    • The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy (2005) ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ แต่ก็ยังไม่สามารถตีความหมายของคำตอบของชีวิต จักรวาล และทุกสิ่งทุกอย่างได้อยู่ดี
    • The Wind Rises (2013) ตั้งใจจะทำอะไร ก็ต้องมุ่งมั่นไปให้ถึง
    • Inception (2010) เป็นหนังที่เล่นเรื่องฝันได้เหมือนจริงมาก
    • My Blueberry Nights (2010) ออกเดินทางเพื่อให้ตัวเองพร้อมที่จะรักใครคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ยังรออยู่ที่ร้านเดิมกับพายที่ยังเหลือ
    • My Sassy Girl (2001) เริ่มชอบผู้หญิงโหดก็จากหนังเรื่องนี้แหละ
    • The Classic (2003) จำได้ว่าเป็น DVD แรกในชีวิตที่ซื้อ เปิดเล่นบน notebook และตื่นตาตื่นใจถึงความคมชัดของภาพจาก DVD
    • Warm Bodies (2013) เปิดฟังเพลงประกอบในเรื่องนี้ซ้ำๆ กันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเชียงใหม่เอง
    • The Perks of Being a Wallflower (2012) เป็นวัยที่โหยหาการยอมรับ และความเจ็บปวด
    • The Nightmare Before Christmas (1993) เป็นหนังที่ฉายแสงสว่างลงไปยังโลกมืดของ Tim Burton ให้ผมได้มองเห็น และเข้าใจว่าความงามไม่จำเป็นต้องมีสีสันสดใสเสมอไป
    • The Great Gatsby (2013) คนเราจะทุ่มเทเพื่อความรักให้กับใครสักคนได้ขนาดไหน ความรักจากคนที่ไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องเจ็บปวดมีคุณค่ามากมายเพียงใด

    คงไม่ได้ส่งต่อให้ใครนะ

    Rock Domain Climbing Gym

    ประสบการณ์ปีนหน้าผาจำลองครั้งแรก

    วันนี้ไปลองปีนหน้าผาจำลองที่ Rock Domain Climbing Gym ตรงถนนบางนา ซึ่งเค้าว่าที่นี่เป็นหน้าผาจำลองที่ดีที่สุดแล้วในกรุงเทพฯ ค่าปีนก็แพงอยู่ (วันละ 400 บาท ไม่รวมค่าเช่าอุปกรณ์) แต่ประสบการณ์ที่ได้นี่ก็สุดยอดเหมือนกันนะ

    ที่ Rock Domain นี่มีพื้นที่ให้ปีนได้ 2 แบบคือ Top Rope กับ Bouldering โดยการปีนแบบ Top Rope (รูปข้างล่าง) จะเป็นการปีนขึ้นที่สูงโดยมีเชือกผูกติดเอาไว้กับ Harness ของคนปีนตรงเอว และมีคนที่เป็น Belayer ยืนอยู่ข้างล่าง ทำหน้าที่คอยดึงเชือกที่ผูกติดกับเอวของคนปีนให้ตึง และเวลาที่คนปีนจะลง คนที่เป็น Belayer ก็คือคนที่จะคอยปล่อยเชือกให้คนปีนค่อยๆ ลงมา

    Top Rope Climbing

    Photo by reway2007 (https://www.flickr.com/photos/reway2007/8465661181)

    โดยปกติแล้วการปีนที่ถูกต้อง คนปีนจะต้องใช้หมุดที่มีสีเดียวกันเท่านั้นในการจับและเหยียบ แต่มือใหม่เปิดซิงอย่างผม มีอะไรให้จับได้ก็จับ ให้เหยียบได้ก็เหยียบไปเถอะ ขอแค่ปีนไปจนถึงบนสุดได้ก็พอแล้ว ซึ่งผมก็ปีนแบบเนี้ยแหละ ไปจนถึงบนสุดได้ 2 รอบ (คิวเสียงปรบมือมา)

    ใช้เวลาปีนแต่ละรอบไม่นานเลย ซัก 10 นาทีล่ะมั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังปีนเสร็จคือ ข้อนิ้วอ่อนแรง แขนขาอ่อนระทวย และเหงื่อแตกซิกๆ ทำให้ตัวเองเชื่อว่า นี่คือกีฬาที่จะทำให้ร่างกายช่วงบนกำยำขึ้นได้แน่นอน! และยังเชื่ออีกว่ามันช่วยทดสอบจิตใจเราได้อย่างดีด้วย เพราะเมื่อปีนขึ้นไปถึงจุดนึงที่สูงพอสมควรแล้ว มันอดไม่ได้หรอกครับที่จะก้มมองดูพื้น แล้วความคิดมันก็ผุดขึ้นมาทันทีว่า เรากำลังอยู่ที่สูง มีเพียงหมุดตัวเล็กๆ คอยรับน้ำหนักเราอยู่ กับแขนขาที่เริ่มจะหมดแรง คิดไปว่าถ้าเราตกไปจะเป็นยังไง จะตายมั้ย ลูกเมียจะทำยังไง เด็กจะต้องกำพร้าพ่อสินะ … คือกว่าจะดึงสติกลับมาระลึกได้ว่าเรายังไม่มีลูกมีเมีย เฮ้ย! ไม่ใช่ (ซึ่งจริงๆ ก็ยังไม่มี) … ว่าเรามีเชือกคอยป้องกันเราตกอยู่ ก็กลัวจนขาเริ่มสั่นไปเรียบร้อยแล้ว

    ความคิดยังไม่หมด มันยังไหลต่อไปได้อีกว่า คนที่ทำหน้าที่เป็น Belayer ให้เราอยู่ข้างล่างนั้นยังจับเชือกให้เราอยู่มั้ย แอบถอดเชือกหนีไปกินน้ำแล้วรึเปล่า หรือกำลังสติหลุดลอยไม่สนใจเราแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ถึงคนข้างล่างจะไม่ได้จับเชือกไว้อยู่ เวลาเราตก มันก็ไม่ร่วงพรวดลงไปหรอก (ถ้า Belayer ทำหน้าที่ของตัวเองที่คอยดึงเชือกให้ตึงอยู่เสมอ) มันมีตัวคอยเบรกไว้อยู่ แต่ถึงกระนั้นมันก็มีโอกาสที่จะร่วงลงไปอยู่ดี เพราะฉะนั้นความเชื่อใจในตัวคนที่เป็น Belayer นั้นต้องมีอยู่พอสมควร

    ตอนที่เราปีนขึ้นไปเรื่อยๆ ความคิดผสมรวมกับความอ่อนล้าของแขนและขาก็จะคอยเบรกตัวเราอยู่เรื่อยๆ เช่น คิดว่าเราจะจับหมุดที่อยู่ข้างบนนั้นได้มั้ย ขาเราจะลื่นหลุดออกจากหมุดที่เหยียบไว้รึเปล่า ก้าวต่อไปอยู่ห่างจังเลย จะมีแรงพอที่จะถีบตัวเราไปถึงได้มั้ยเนี่ย เป็นต้น

    ซึ่งช่วงเวลาที่ผมปีนอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ผมต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองตลอดเวลา ความกลัว ความกังวล ฯลฯ คิดว่าถ้าปีนบ่อยๆ ความคิดเหล่านี้ก็คงจะหายไป แต่การได้สัมผัสกับความรู้สึกเหล่านี้ในการปีนครั้งแรก เป็นประสบการณ์ที่ไม่ลืมเลยทีเดียว

    ถึงจะพูดมาแบบนี้ แต่อย่าได้กลัวไป มันปลอดภัยเลยนะ ถ้ามีเวลาผมคงจะไปอีก ใครสนใจอยากไปเล่นบ้าง? หรือมาเล่นด้วยกันมั้ย?

    ข้อมูลเพิ่มเติม