Sea Sand Song

Panu Tangchalermkul’s blog

Sea Sand Song header image 1

การเดินทางของส่วนที่หายไป

May 11th, 2008 · 1 Comment

ถึงเวลาจะผ่านล่วงเลยไปสักแค่ไหน หนังสือเล่มหนึ่งๆก็ไม่เคยเปลี่ยน คราบเหลือง รอยย่น และสีสันที่จางลงไปของหนังสือก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น เนื้อหาที่อยู่ภายในมันไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเลย … กาลเวลาของมันหยุดลงไปนานแล้วเมื่อตอนที่มันถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ

แต่กับคนเราแล้ว สภาพร่างกาย ความคิด และสิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วแต่ผันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แย่ลง หรือคงเดิม ก็คงแล้วแต่ว่าใครคนนั้นจะมองตัวเองอย่างไร

เมื่อสิ่งๆหนึ่งที่หยุดนิ่ง ถูกเอากลับมาอ่านอีกครั้งโดยสิ่งๆหนึ่งที่เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็เปลี่ยนแปลง …

เกริ่นมานานกว่าจะเข้าเรื่อง สิ่งที่อยากเขียนคือหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว “The Missing Piece Meets the Big O” ของ Shel Silverstein หรือชื่อภาษาไทยคือ “การเดินทางของส่วนที่หายไป”

ดูรูปปกแล้วก็คงเป็นที่คุ้นตากัน หลายคนก็คงเคยอ่านกันแล้ว มันเป็นหนังสือภาพวาดที่มีคำบรรยายสั้นๆ สามารถเปิดอ่านได้จบภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที แต่การจะเข้าใจถึงสิ่งที่มันสื่ออย่างกระจ่างแจ้งนั้น อาจจะต้องใช้เวลาเนิ่นนานหลายปีเลยทีเดียว

ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสอ่าน (จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าอ่านที่ร้าน ฮ่าๆ) ก็เข้าใจความหมายของมันแค่ส่วนหนึ่งว่าเป็นการตามหาถึงสิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตเรา ด้วยความหวังว่าเมื่อเราเจอแล้ว เราจะมีความสุขไปตลอดกาล happily ever after แต่ตอนนั้นที่อ่าน ผมไม่เข้าใจช่วงท้ายๆของหนังสือว่าทำไมเรื่องราวยังไม่จบหลังจากเจอส่วนที่ขาดหายไปแล้ว ทำไมส่วนนั้นถึงโตขึ้น และการกลิ้งไปเรื่อยๆจนตัวมันหลายเป็นวงกลมที่สมบูรณ์หมายถึงอะไร … ถึงแม้จะมีคำถามผุดขึ้นมา แต่ก็ไม่เคยคิดจะหาคำตอบ ปล่อยมันทิ้งไว้กับหนังสืออยู่อย่างนั้น

ไม่ร้ว่ากลับมาคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอีกได้อย่างไร ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีหนังสืออยู่ข้างๆ ไม่ได้เห็นคนอื่นเขียนถึง และไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวข้อง … แต่เมื่อนึกถึงมันอีกครั้ง คำถามหลายๆอันก็เหมือนจะมีคำตอบขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว

ให้พูดสรุปเลยก็คือ … ชีวิตเราไม่ได้อยู่ที่การตามหาสิ่งที่ขาดหายไป มันไม่ใช่คำตอบของสิ่งที่เราใฝ่ฝัน … เราเอง ต้องเติมเต็มตัวเราเอง แล้วค่อยกลิ้งไปพร้อมๆกับคนที่เติมเต็มแล้วเหมือนกัน

รูปสุดท้ายในหนังสือ (รูปที่วงกลมสองวงกลิ้งไปด้วยกัน) แสดงถึงแนวคิดทั้งหมดที่หนังสือพยายามสื่อมาตั้งแต่ต้น (ในมุมของผม) เป็นรูปวาดหยาบๆ ที่ทั้งหน้ามีเส้นที่ต้องลากแค่ 3 เส้นเท่านั้น แต่ความหมายเบื้องหลังของมันกลับล้ำค่า และเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้อย่างจริงๆจัง ด้วยการมอง การอ่าน หรือการฟังคนอื่นเล่าต่อมา

ถ้าจะมีความสุข ความสุขนั้นก็ควรเกิดขึ้นจากภายในตัวเราเอง คนอื่นเป็นเพียงส่วนเสริมที่จะมีหรือจะหายไป เราก็ยังคงความสุขของเราไว้ได้ … ถ้าจะมีฝัน ความฝันนั้นก็ต้องเป็นของเรา เราเอาฝันคนอื่นมาฝันร่วมกันได้ แต่เอามาแล้วก็ต้องทำให้เป็นของเราจริงๆด้วย

คนสองคนถึงจะไ่ม่มีอะไรมายึดเหนี่ยวระหว่างกันและกัน แต่มันก็กลิ้งไปด้วยกันได้ มีความสุขด้วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกัน แต่ละคนก็เป็นเอกเทศซึ่งกันและกัน … ไม่มีการยึดติดถึงคำๆใด ไม่มีห่วงโซ่คล้องเอาไว้ และไม่มีเครื่องหมายใดแสดงความเป็นเจ้าของ

คนอื่นอาจจะตีความหนังสือเล่มนี้ต่างกันออกไปบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่คุณผิดผมถูกอะไร ผมก็ไม่มั่นใจ 100% ด้วยว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้วาดต้องการสื่อจริงๆ … แต่อ่านมาถึงตรงนี้ อย่างน้อยคุณก็ได้รู้มุมของผมนะ

มีหนังสืออีกเล่มที่คล้ายๆกันคือ “The Missing Piece” หรือ “ส่วนที่หายไป” ซึ่งก็สื่อในอีกประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่ผมชอบเล่มแรกมากกว่า

ผมลองหาจากในอินเทอร์เนตแล้วก็เจอบทความของคุณคนชายขอบที่เขียนถึงหนังสือเด็กที่ผู้ใหญ่ควรอ่าน ผมตามอ่านเว็บของคุณคนชายขอบมาซักพักแล้วแต่บทความนี้ไม่เคยเห็นแฮะ (ก็เขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2005 นี่นา) ในเว็บเค้ามีไฟล์หนังสือสองเล่มนี้ที่เค้าแปลไว้เอาไว้ด้วย (รวมถึงหนังสือเล่มอื่นๆ) ลองเข้าไปดูกันนะครับ

ถ้าอยากอ่านเป็นภาษาอังกฤษ ก็มีเว็บนี้เค้าทำเป็นอนิเมชันให้อ่านได้ทั้งเล่มเลย หรือจะดูเป็นวิดีโอจาก YouTube ก็สุดยอด (ในวิดีโอใช้หนังสือฉบับภาษาไทย แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษ)

ปล. ลองเข้าไปที่เว็บของ Shel Silverstein ด้วยนะ เก๋ดี

→ 1 CommentCategory: personal

Community in photo sharing website

May 9th, 2008 · 5 Comments

จากบทความในเว็บ A List Apart ที่มีชื่อเก๋ๆว่า Community: From Little Things, Big Things Grow เขียนโดย George Oates คนออกแบบเว็บ flickr

บทความนี้พูดถึงการสร้าง community ขึ้นมาในเว็บ flickr ซึ่งเป็นเว็บหนึ่งที่มีชุมชนที่มีความกระตือรือร้นและเข้มแข็งพอสมควรเลยทีเดียว โดยจะเห็นได้จากการตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นมามากมายภายในเว็บ การแสดงความเห็นต่างๆ และการพูดคุยกันในกระดานสนทนา เป็นเว็บสำหรับคนรักการถ่ายรูปหรือชอบดูรูปที่ไม่เงียบเหงาเลย

การจะสร้างชุมชนขนาดนั้นขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ข้ามคืน มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความสามารถ ก่อตั้งรากฐานที่มั่นคง และตัวยึดจับที่เหนียวแน่น ภายในบทความพูดถึงแง่มุมหลายมุมเกี่ยวกับการสร้างชุมชนที่คนใช้ flickr บางคนอาจจะสังเกตุได้ แต่บางคนอาจจะไม่รู้ตัว อย่างเช่นการใช้ภาษาในส่วนของ user interface ที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ หรือการตั้งกฏอย่างหลวมๆ และเขียนกฏนั้นด้วยภาษาที่สามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย ฯลฯ แต่แง่มุมสำคัญของบทความเลยก็คือ การปล่อยให้ผู้ใช้ได้ปลดปล่อยจินตนาการออกมา ให้ผู้ใช้รู้สึกสนุกเมื่อได้เล่น เมื่อได้ลอง … ตรงนี้เป็นเรื่องทั้งทางเทคนิคและทางสังคมที่จะต้องเสริมซึ่งกันและกัน

ในบทความยังพูดถึงว่า การสร้างชุมชนขึ้นมานั้น ต้องค่อยๆสร้างด้วยความระมัดระวัง และต้องคอยดูแลอยู่เสมอๆ ถึงจะไม่ได้ไปกำกับว่าต้องทำอะไรยังไง แต่ก็ต้องคอยสังเกตุสิ่งผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้น คนที่จะมาดูแลตรงนี้ต้องมีทักษะในการสื่อสารค่อนข้างสูง และมีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงอีกด้วย

ถ้าจะสร้างชุมชนแบบนี้ขึ้นมาในไทยก็ไม่รู้จะเป็นยังไงนะ เว็บเกี่ยวกับการถ่ายรูปที่คนไทยใช้ก็มีอยู่หลายเว็บ ทั้ง Multiply, 2how, Pantip ห้องกล้อง, ThaiDPhoto ฯลฯ หลายที่ก็เป็นในแนวเว็บบอร์ด มีที่ Multiply ซึ่งเป็นเว็บ Social Network คนถ่ายรูปหลายคนไปปักหลักกันที่ Multiply ทั้งๆที่เมื่อเทียบกันแล้ว flickr มีอะไรที่เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปมากกว่าเยอะ (มาก) … แต่ด้วยความที่ flickr จำกัดปริมาณรูปสำหรับการใช้แบบฟรี และมีคนไทยจำนวนไม่มากที่ใช้ flickr ก็เลยทำให้ Multiply กลายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า … อีกอย่างนึงคือ flickr จัดการรูปโดยใช้ระบบ Collection และ Set ซึ่งน่าจะสร้างความฉงนให้กับคนที่คุ้นเคยกับระบบ Album อยู่พอสมควรในช่วงแรกๆ (เรื่องภาษานี่ไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนในการตัดสินใจแค่ไหน แต่คิดว่าไม่เยอะมาก เพราะ Multiply ที่มีปัญหาในการแสดงภาษาไทยพอสมควรในช่วงแรกๆ ก็ยังมีคนไปใช้เลย)

สมมุติว่าอยู่มาวันหนึ่ง มีเว็บที่เหมือนกับ flickr เปี๊ยบ เกิดขึ้นมาในประเทศไทย จะมีคนใช้แค่ไหนนะ แล้วจะมีสักกี่คนที่ยอมจ่ายค่าบริการ … คาดว่าคงจะมาเขียนเรื่องเว็บประเภทนี้ในประเทศไทยอีกทีหนึ่ง

บทความเกี่ยวกับ flickr นี่เจอมาจาก Is Flickr Worth $4-Billion? ซึ่งเป็นบทความที่ค่อนข้าง short-sight ในความคิดผม อย่าไปอ่านมันเลย

→ 5 CommentsCategory: personal

showering imagination

May 9th, 2008 · 2 Comments

สำหรับผมแล้วนั้น ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของวัน ก็คงเป็นช่วงอาบน้ำนี่แหละ … ยืนให้น้ำจากฝักบัวไหลผ่านร่างกายไปเรื่อยๆ และคิดจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่ก็เป็นช่วงที่ความคิดนั้นโลดแล่นมากที่สุด จากเรื่องหนึ่งก็คิดต่อไปอีกเรื่องหนึ่งและก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง หลายครั้งก็เกิดเป็นไอเดียแปลกๆ สนุกๆ ที่จดเอาไว้รอเวลาและโอกาส บางครั้งก็คิดถึงปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ของงานที่ทำ บ้างก็จินตนาการเรื่อยเปื่อย คิดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคตบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตบ้าง คละเคล้าปนเปกันไปในแต่ละวัน … ถ้าจะลองย้อนทบทวนดูแล้ว ก็คงพบว่าแต่ละวันนี่ไม่ซ้ำกันเลย

เป็นช่วงเวลาที่มีลักษณะคล้ายกับช่วงที่นอนหลับฝันนะ ตรงที่ความคิดและจินตนาการมันโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวา เพียงแต่ว่าในความฝันนั้น เราไม่รู้ว่าเราจะเริ่มฝันด้วยเรื่องอะไร และจบด้วยเรื่องอะไร (นอกจากจะเป็นคนที่ฝึก Lucid Dream) นอกจากนั้นเมื่อเราตื่นขึ้นมา เพียงไม่นานเราก็ลืมเลือนมันไป

ผมชอบอาบน้ำจากฝักบัว มากกว่าอาบน้ำในอ่างแบบคนญี่ปุ่น หรือจะใช้ขันตักแบบสมัยก่อน มันทำให้เราไม่ต้องไปเพ่งสมาธิกับจุดอื่นนอกจากยืนเฉยๆ และปล่อยให้น้ำมันไหลผ่านไป … การที่มีสายน้ำไหลผ่านนั้นก็รู้สึกเหมือนเป็นการกระตุ้นความคิดให้มันไหลออกมาด้วย นอกจากความสดชื่นที่สายน้ำมอบให้กับความคิดและร่างกายแล้ว

ไม่ต้องบอกก็คงเดาไม่ยากว่าผมชอบไปยืนใต้น้ำตกมากแค่ไหน … (ยกเว้นพวกน้ำตกสูงๆ นั่นเรียกว่าฆ่าตัวตายแล้ว ฮ่าๆ … แต่จะว่าไป พวกน้ำตกสูงๆมันก็ไม่มีที่ให้ยืนใต้น้ำตกหรอก)

→ 2 CommentsCategory: personal

New semester, Summer semester, Last semester

May 7th, 2008 · 2 Comments

วันนี้เป็นวันเรียนวันแรกของเทอม Summer ซึ่งเทอมนี้ผมลงตัวเดียว (กับฝึกงานอีกหนึ่ง) ซึ่งก็คงเป็นเทอมสบายๆ ก่อนจะจบ … ใช่ เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายแล้วของการเรียนที่นี่

วิชาที่ลงเทอมนี้คือ LAN Administration ซึ่งก็เป็นวิชาง่ายๆ ที่คาดว่าคงจะไม่ได้อะไรเท่าไหร่ (ลงเพราะมันเป็นหลักสูตรบังคับ) เพราะว่าตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ก็เรียนวิชาพวก Data Communication (สอนโดยอาจารย์อนันต์), Network และ Cisco Lab มาแล้ว … ถึงหลายๆอย่างจะลืมไปบ้างตามกาลเวลา เนื่องจากไม่ได้ใช้งาน แต่หลักสำคัญๆก็ยังคงอยู่ (คิดว่า)

ดูอย่างวันนี้สิ … เรียนการ share folder บน Microsoft Windows (ก็ไม่ใช่ทั้ง class หรอก) … แต่อาจารย์ที่สอนก็เป็นคนที่น่าสนใจอยู่ เขาทำงานกับระบบ Mainframe มาตั้งแต่ยุค 60’s โน่น ตอนนั่งคุยกับเค้า ก็ถามเค้าถึงภาษาโครงสร้างแรกๆที่เค้าศึกษา ซึ่งเค้าก็ตอบว่า COBOL กับ FORTRAN ผมพูดกลับไปว่า “that’s some old language” และเค้าก็ตอบกลับมาขำๆว่า “I’m old” … ได้แต่ขำ ไม่รู้จะตอบกลับยังไงเลย

จะว่าไปเค้าก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเนื้อหาหลายๆอย่างก็รู้ๆกันแล้ว เพราะเค้าพูดเกริ่นไว้ก่อนเลยว่า ถ้าตรงไหนที่รู้อยู่แล้ว จะนั่งทำอย่างอื่นไปก็ได้ เค้าไม่ว่า ถือเป็นการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ … ชอบอาจารย์แบบนี้ ฮ่าๆ

มีอย่างนึงน่าสนใจ ตอนที่เดินเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าอาจารย์ตั้งใจหรือเปล่านะ แต่ไฟแถวหลังของห้องถูกปิดมืด เหลือแค่ 2 แถวหน้าเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้ ทุกคน ที่เดินเข้ามาในห้องเดินไปนั่งแถวหน้าโดยอัตโนมัติ (เพราะขี้เกียจไปเปิดไฟ) … เป็น class แรกในชีวิตที่เห็นทุกคนไปอัดกันอยู่ 2 แถวหน้า! (ปกติเห็นแต่ไปอัดกันแถวหลัง ส่วนแถวหน้าสุดเว้นไว้ให้อาจารย์ได้วางของ ฮ่าๆ ) เทอมก่อนก็มีเรียนวิชาที่ต้องใช้ห้องนี้ มีคนเรียนประมาณเดียวกัน แต่ทุกคนกระจายกันไปแต่ละแถว แถวละคนสองคน อย่างกลับกลัวว่าอยู่ใกล้จะตั้งท้องกันอย่างนั้นแหละ!

นั่งๆเรียนอยู่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ … “Computer network makes distance meaningless”

ปล. เทอมใหม่แล้ว my desk ก็ยังไม่ได้จัด แถมรกกว่าเดิม แหะๆ … เป็นว่า ไว้เรียนจบแล้วค่อยจัดแทนละกันนะ

→ 2 CommentsCategory: personal

Chicago Looptopia 2008

May 3rd, 2008 · 4 Comments

จากที่เขียนเกริ่นเอาไว้ถึงงาน Looptopia เมื่อวันก่อน มาคราวนี้ก็เป็นเนื้อหาของงานจริงๆที่ไปมาล่ะ

งานนี้เริ่มตอน 5 โมงเย็น ตอนกลางวันก็นั่งทำความสะอาดเลนส์ กับเช็คพยากรณ์อากาศทุกๆครึ่งชั่วโมง ฮ่าๆ ก็เพราะพยากรณ์มันบอกว่าจะมีพายุฝน แต่ในใจก็ยังหวังอยู่ว่าจะไม่มี หรือมีไม่มาก อากาศข้างนอกตอนช่วงกลางวันนั้นก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน มีฝนตกเบาๆอยู่เป็นช่วงๆ ถ้าช่วงเย็นๆมีฝนตกหนัก ก็อาจจะต้องล้มแผนไป … ไม่ใช่เพราะกลัวฝนอะไรหรอก กลัวกล้องมันจะเปียกเอา แถมการแสดงก็ไม่รู้ว่าจะยกเลิกรึเปล่า

แต่เอาเข้าจริงๆ พอถึงเวลาซักบ่ายสาม ถึงฟ้าจะยังครึ้มเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีฝนตก เลยตัดสินใจ … ถึงไหนถึงกัน

นั่งรถไฟเข้าเมือง ก็แวะไปเดินเล่นที่ Apple Store ก่อน เพราะในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็น Macbook Air เลย ฮ่าๆ ไปเล่น Aperture 2 จาก Macbook Pro ในร้าน ลองเล่นอยู่ซักพัก ก็สนุกดี ไม่รู้ว่าเวลาใช้จริงแล้วจะเป็นยังไงเมื่อเทียบกับ Adobe Lightroom ที่ใช้อยู่ ยังไงก็ตาม ก็ไม่มีเครื่อง Mac ให้ลองเล่น Aperture ที่ห้องอยู่ดี

ออกจาก Apple Store ก็เดินไปที่ Daley Plaza เพื่อเริ่มต้นงาน Looptopia

ก่อนจะดูรูป ก็สรุปก่อน … งานนี้ประทับใจพอสมควร มีกิจกรรมเยอะมาก ถึงแต่ละอันจะไม่ได้โดดเด่นแบบอลังการสุดๆ แต่รวมๆหลายๆอันเข้าด้วยกัน ก็เป็นคืนที่สนุกทีเดียว … พยากรณ์บอกว่าฝนจะตก และมันก็ตกจริงๆ ตกหนักพอสมควรด้วย แต่ตกไม่นานเท่าไหร่ ซัก 20-30 นาที ตัวผมนี่เปียกชุ่ม กล้องก็เปียกๆ (น่าสงสาร ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นกล้องที่กันฝนได้แท้ๆ แต่กลับถูกเอามาทรมาน ฮ่าๆ) … เหนื่อยมาก เพราะเดินแทบจะรอบเมือง งานไม่ได้มีอยู่จุดๆเดียว แต่มีเป็นสิบๆจุด จัดพร้อมๆกัน ต้องวางแผนว่าเสร็จจากอันนี้จะไปอันไหน ตัวงานก็จัดอยู่ริมถนนในเมือง คนเดินกลับจากทำงาน ก็เหมือนอยู่ในงานไปด้วยในตัว … อยากให้มีงานแบบนี้จัดบ่อยๆ จังแฮะ

Bang! Bang!Bang! Bang!

อันนี้เป็นคอนเสิร์ตที่ Daley Plaza ของวง Bang! Bang! … อยู่ตรงนั้นจนจบการแสดงที่สอง แล้วก็เดินออกไปจุดอื่น

Kooza Kite Action from Cirque du SoleilKooza Kite Action from Cirque du Soleil
Kooza Kite Action from Cirque du SoleilKooza Kite Action from Cirque du Soleil

อันนี้เป็นการแสดงริมถนนของ Cirque du Soleil ในชุด Kooza Kite Action ซึ่งเป็นเหมือนการแสดงเรียกน้ำย่อย เพราะกลุ่มนี้กำลังจะเปิดการแสดงชุดใหญ่ใน Chicago ซึ่งเป็นการแสดงกายกรรมแบบแนวๆ ที่น่าดูเหมือนกัน (ลองไปดูในเว็บของเค้าดู)

Chicago on rain

นี่ฝนตก … แต่ฝนแค่ไหน ก็ไม่ทำให้ความตั้งใจหมดไป (สปิริตนักถ่ายรูปแรงกล้า)

Fire dancingFire dancing
Fire dancingFire dancing

อันนี้เป็น Fire dancing ของกลุ่ม Pyrotechniq ซึ่งจัดอยู่ริมแม่น้ำ Chicago … ตอนแรกก็นึกว่าจะยกเลิกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ฝนตกหนักมาก โชคดีจริงๆที่ตกไม่นาน

Macy's window performanceMacy's girl
Street performanceStreet performance

งานแสดงต่างๆรอบๆเมือง

Freeze at The Crown Fountain

Freeze at The Crown Fountain

Freeze at The Crown FountainFreeze at The Crown Fountain

รูปข้างบนนี่ถ่ายที่ The Crown Fountain ซึ่งคนในรูปนี่คือกำลังเล่น Freeze กันอยู่เลย! (ที่กรุงเทพฯก็เพิ่งเล่นกันไป) … โชคดีมากๆที่เดินไปเจอพอดี ไม่รู้มาก่อนว่ามันจะมี (แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะเล่นกันหลายรอบรึเปล่า ไม่ได้อยู่รอ)

Midnight CircusMidnight Circus

อันนี้รายการ Midnight Circus (แต่จัดตอน 4 ทุ่ม) คนดูเยอะมาก ผมก็พลาดที่ไม่ได้รีบมาก่อน เลยไม่มีที่จะแทรกเข้าไปถ่ายรูปแบบชัดๆ รูปที่ถ่ายมานี่ต้องไปปีนรั้วแถวๆนั้นถ่ายเอา ก็ไม่ใช่มุมที่ดีเท่าไหร่แต่ก็ยังดี … ไม่ได้อยู่ดูจนจบ เพราะมองอะไรไม่ค่อยเห็น เลยไม่ค่อยสนุก แถมการแสดงก็งั้นๆ เลยกลับห้องดีกว่า เป็นการสิ้นสุดงาน Looptopia สำหรับผมแต่เพียงเท่านี้

Looptopia windows light

→ 4 CommentsCategory: personal